วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2559

กฎทองคำของผู้นำที่ประสบความสำเร็จ


  1. มีอำนาจในการควบคุมความกลัวหกประการอย่างเด็ดขาด
  2. มีความสามารถในการสละผลประโยชน์ส่วนตัวเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมสามารถชนะความเห็นแก่ตัวเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม
  3. มีเป้าหมายแน่นอนประการเดียว วางแผนการที่แน่ชัดที่จะไปสู่เป้าหมายอันนั้น โดยสอดคล้องกับความจำเป็นของโอกาสหนึ่ง
  4. มีความเข้าใจ และรู้สึก ใช้หลักแห่งจินตนาการ เพื่อเปิดทางให้พลังอานาจความร่วมมือกันทำงานด้วนความสามารถที่กลมเกลียว (อภิจิต)
  5. มีความเชื่อมั่นในตนเองอย่างสูง
  6. มีสมรรถนะในการบรรลุการตัดสินใจอย่างรวดเร็วและยึดมั่นในการตัดสินใจอย่างเหนียวแน่น
  7. มีจินตนาการมากพอที่จะทำให้สามารถคะเนความต้องการในขณะนั้น และสร้างแผนการให้สอดคล้องกับความต้องการเหล่านั้น
  8. มีความคิดริเริ่มในแบบที่แยบยลที่สุด
  9. มีความกระตือรือร้น และความสามารถในการถ่ายทอดมันให้กับผู้ตามของตน
  10. มีความควบคุมตนเองอย่างมั่นคงที่สุด
  11. มีความเต็มใจที่จะทำงานเกินเงินเดือน
  12. มีบุคลิคต้องตาต้องใจ
  13. มีสมรรถภาพแห่งความถูกต้องเที่ยงตรง
  14. มีความสามารถที่จะร่วมมืกับคนอื่นได้อย่างกลมเกลียว
  15. มีความมุ่งมั่นที่จะ เอาใจจดจ่อ และพากเพียรพยายามต่องานจนบรรลุผลโดยสมบูรณ์
  16. มีสมรรถภาพและ การมองย้อนหลัง เพื่อเรียนรู้จากความผิดพลาดและล้มเหลว
  17. มีความใจกว้างในแบบสูงสุด
  18. มีความปลอดจากสิ่งมึนเมาทั้งปวง
  19. มีเจตนาบริสุทธิ์ ทั้งเป้าหมายและการกระทำ
  20. ประการสุดท้าย แต่มิใช่หมดแค่นี้คือการถือปฏิบัติตามกฎทองคำอย่างเคร่งครัดเป็นพื้นฐานในการปฏิบ้ติต่อคนอื่น ๆ

วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2559

ทำอย่างไรใช้ชีวิตดีขึ้น รวยขึ้น ทำอย่างไร

ความเชื่อนั้นมีผลต่อชีวิตอย่างสูง

ความเชื่อที่จำกัด  ความล้มเหลว ปัญหาจน ถูกคนรักทิ้ง เก็บเงินไม่ได้ ความล้มเหลวของชีวิต การไม่มีทุนทำกิจการ การไม่มีคอนเน็ตชั่น มีแต่คนจ้องหลอกหลวง คนส่วนใหญ่รับมรดกความคิดจากพ่อแม่ มาไว้ในตัวเอง

หากเราไม่เข้าใจใจไม่ยอมรับอย่างแท้จริงใจ  ให้อภัยเราก็จะคิดแบบนั้นทำซะเอง สิ่งที่เรากลัวเราจะ เป็นซะเอง หรือดึงเหตุการณ์นั้นเข้ามาในชีวิตเราได้

เช่น พ่อแม่ที่ล้มเหลวเหตุการณ์นั้น มักเกิดขึ้นกับลูก หากเราทำใจยอมรับ ให้อภัย อย่างสมบูรณ์แบบ
ตัดไปเลยกับความคิดหลอกตัวเองว่าจนแล้วดี คนรวยไม่ดี เป็นหนี้ดีกว่าคนรวย

จงอย่าคิดโทษพ่อแม่แต่จงคิดว่าชีวิตท่านก็เป็นรูปแบบของท่าน เราก็มีรูปแบบของเรา
เหมือนการสร้างโลกใบใหม่ของเราซึ่ง มีความคิดความเชื่อใหม่ ว่าเราสามารถสร้างมิตรภาพใหม่ได้ มีความสุขแบบที่พ่อแม่ไม่เคยมี  สร้างความรำ่รวยได้  เมื่อลงมือทำก็เห็นโอกาสตัดข้อจำกัด

 ปรับใจว่าเราคู่ควร กับความร่ำรวย มั่นคง  การมีบ้าน รถ การท่องเที่ยว   ขยายใจเปลี่ยนความเชื่อภายในว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทำงานหนัก


แล้วชีวิตท่านจะดีขึ้นครับ

วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เทคนิคเลี้ยงเด็กแรกเกิด

สำหรับพ่อแม่มือใหม่ เทวดาตัวน้อยนับเป็นความสุขยิ่งใหญ่ของครอบครัว แต่การดูแลเจ้าตัวน้อยตามลำพังนับเป็นเรื่องเครียดอย่างหนึ่งทีเดียว เพราะคุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายท่านอาจวางตัวไม่ถูก ไม่ทราบจะดูแลลูกอย่างไรดี แถมยังอาจเจอปัญหาใหม่ๆ แทบทุกวันด้วย วันนี้เราจึงมีคำแนะนำดีๆ ในการดูแลเจ้าตัวเล็กจากกุมารแพทย์มาฝากกันค่ะ
       
       1.รับทุกความช่วยเหลือ
       
       คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ โดยเฉพาะคุณแม่อาจเคร่งเครียดกับการดูแลเจ้าตัวน้อยมากจนคิดว่าตัวเองเท่านั้นที่จะดูแลลูกน้อยได้ดีที่สุด จนกินข้าวผิดเวลา นอนไม่พอ ซึ่งไม่เป็นผลดีกับร่างกายที่ต้องการการฟื้นฟู แถมยังต้องให้นมบุตรของคุณแม่ ฉะนั้น ยอมรับความช่วยเหลือของคนในครอบครัวไม่ให้ต้องเหน็ดเหนื่อยเกินควรจะเป็นการดีกว่า
       
       2.อุ้มได้อุ้มดีกว่า
       
       หลังคลอดและกลับมาถึงบ้าน คุณพ่อคุณแม่มือใหม่อาจไม่มั่นใจในการอุ้ม แต่เจ้าตัวน้อยของเราชอบการอุ้มนะคะ เพราะทำให้เขารู้สึกอบอุ่น เทคนิคคือใช้ทั้งสองแขนอุ้มเขา มือหนึ่งรองใต้ศีรษะและไหล่ อีกมือหนึ่งรองใต้หลังส่วนล่าง เท่านี้ก็ปลอดภัย เพราะกล้ามเนื้อคอของเขายังไม่แข็งแรง
       
       3.การจับเรอเป็นเรื่องสำคัญ
       
       การที่ลูกไม่เรอทุกมื้อไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่การจับให้ลูกเรอช่วยป้องกันไม่ให้เจ้าตัวน้อยมีแก๊สในท้องที่อาจทำให้เขาอึดอัด หงุดหงิด งอแง และไม่แหวะนมได้ค่ะ
       
       4.ป้อนนม พัก แล้วนอนหลับ
       
       เมื่อท้องอิ่ม เด็กทุกคนจะเริ่มง่วง และหลับได้ในที่สุด แต่ควรเว้นจังหวะก่อนให้นอนเพื่อให้นมลงสู่กระเพาะ จากนั้นแล้วเขาจะเริ่มง่วงเหมาะสำหรับเอาลงเปล ซึ่งหากลูกนอนได้เองจะช่วยให้ชีวิตคุณพ่อคุณแม่สบายขึ้นอีกมากทีเดียว
       
       5.ล้างมือก่อนอุ้มหนูน้อย
       
       ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายของทารกยังอ่อนแอมาก ทำให้ติดเชื้อต่างๆ ได้ง่าย ฉะนั้นหากไปนอกบ้านมา หมั่นล้างมือเสมอก่อนอุ้มทารกจะช่วยป้องกันการติดเชื้อต่างๆ ได้ดี
       
       6.อย่ามองข้ามวัคซีนป้องกันโรค
       
       พ่อแม่ควรให้ความสำคัญกับการฉีดวัคซีน โดยไปพบแพทย์ให้ตรงเวลานัด และสม่ำเสมอ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อย
       
       7.ไม่ควรให้นอนคว่ำ
       
       แม้จะเชื่อกันว่าการนอนคว่ำจะทำให้ศีรษะสวย แต่การให้ทารกนอนทับอกและท้องมีความเสี่ยงจะทำให้หายใจไม่ออก หรือแหวะนมได้เพราะหูรูดส่วนต่างๆ ของทารกยังพัฒนาไม่เต็มที่ แต่สุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับแต่ละครอบครัวที่จะปรับตามความเหมาะสม เพราะเด็กบางคนถูกจับนอนคว่ำแต่ไม่ชอบ ร้องงอแงพยายามพลิกตัวขึ้นมานอนหงายก็มีเหมือนกัน หรือบางคนก็ว่าง่ายใครจับให้นอนท่าไหนก็นอนนิ่งท่านั้น เพราะฉะนั้น ในข้อนี้คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรซีเรียสมากนักค่ะ
       
       8.ป้อนนมโดยทำมุม 45 องศา
       
       จับขวดนมโดยตั้งเป็นมุม 45 องศา เพื่อให้จุกนมมีนมเต็ม และไม่ควรให้ลูกถือขวดเอง เพื่อป้องกันไม่ให้อากาศเข้าท้องเด็กน้อย
       
       9.เล็มเล็บให้ลูกอยู่เสมอ
       
       ฟังดูเป็นงานยาก แต่การตัดเล็บเจ้าตัวน้อยให้สั้นอยู่เสมอจะช่วยป้องกันไม่ให้เขาข่วนตัวเอง และเล็บฉีกได้
       
       10.ห้ามเขย่าปลุก
       
       การจับตัวเขย่าจะทำให้ทารกบาดเจ็บภายในได้ และยังเป็นอันตรายต่อข้อต่อที่ยังไม่แข็งแรง โดยเฉพาะส่วนคอนั่นเอง
       
       11.ไม่จำเป็นต้องดื่มนมหมดขวด
       
       เด็กจะรู้ความต้องการของร่างกายตัวเองดี ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องคะยั้นคะยอให้เจ้าตัวน้อยดื่มนมหมดขวดเมื่อเขาแสดงอาการอิ่ม เพื่อไม่ให้ป้อนนมเกินความต้องการของร่างกายทารก
       
       12.อย่ายัดตุ๊กตาขนปุยไว้รอบเตียง
       
       เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกน้อยเกิดอาการแพ้ฝุ่น หรือขนผ้า นอกจากนี้ยังเสี่ยงที่ลูกน้อยจะเอาตุ๊กตาเข้าปากอีกด้วย
       
       13.อย่าใช้ทิชชูเปียกแบบมีน้ำหอม
       
       เนื่องจากผิวของทารกยังอ่อนบาง สารเคมีที่ส่งให้เกิดกลิ่นหอมอาจทำให้เกิดผดผื่นขึ้นได้จึงควรหลีกเลี่ยงนั่นเองค่ะ
       
       เรียบเรียงบางส่วนจาก manager.co.th

อะไรที่ทานแล้วซู่ซ่า ทำอย่างไร

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็เชื่อกันว่ามีตัวช่วยหลายอย่างที่สามารถทำให้คุณกับคู่รักมีความสุขกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งถูกบ้างไม่ถูกบ้าง วันนี้ นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ผู้อำนวยการศูนย์ Bangkok Royal Life Anti-Aging โรงพยาบาลกรุงเทพ ได้รวบรวมสุดยอดอาหาร 12 ชนิด มาแนะนำ เพื่อจะช่วยเพิ่มพลังรักของคุณและคู่รักให้มีความสุขรับเดือนแห่งความรักนี้
       
       1.หอยนางรม
       
       เริ่มต้นที่สุดยอดอาหารเต็มความซู่ซ่า อย่าง หอยนางรม หอยนางรมนั้นได้ถูกยกเป็นอาหารของความรักมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยพระนางคลีโอพัตรา และนักวิจัยในปัจจุบันได้ค้นพบแล้วว่า หอยนางรมนั้นสามารถเพิ่มระดับโดปามีน ซึ่งเพิ่มความต้องการทางเพศได้ ทั้งชายและหญิง และหอยนางรมยังมีแร่ธาตุสังกะสี ซึ่งจำเป็นสำหรับการสร้างฮอร์โมน testosterone และการสร้างอสุจิอีกด้วย
       
       2.แตงโม
       
       มีผู้เชี่ยวชาญบางคนยกย่องให้แตงโมเป็นไวอะกร้าขนานใหม่  และจากผลวิจัยของสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า การรับประทานแตงโม ส่งผลคล้ายไวอะกร้ากับระบบไหลเวียนโลหิตทั้งร่างกายและอาจเพิ่มความต้องการทางเพศได้ด้วย ผลไม้ชนิดนี้มี Citruline amino acid ซึ่งดีต่อระบบไหลเวียน และช่วยคลายเส้นเลือดซึ่งสามารถเพิ่มสมรรถภาพทางเพศได้
       
       3.ช็อกโกแลต
       
       ช็อกโกแลตมาจากเมล็ดโกโก้ ซึ่งชาว Aztecs เชื่อว่าโกโก้เป็นความอุดมสมบูรณ์ ที่พระเจ้าประทานมาให้ ปัจจุบัน เมล็ดโกโก้ดิบได้ถือว่าเป็นสุดยอดอาหาร ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าชาเขียวหรือไวน์แดง และยังมีสาร Phenylethlamine ซึ่งสามารถกระตุ้นให้เกิดความตื่นเต้นและรู้สึกดีในชีวิต เคยมีวารสารทางการแพทย์ตีพิมพ์ไว้ว่าผู้หญิงที่รับประทานช็อกโกแลตวันละชิ้น มีเพศสัมพันธ์ที่มีชีวิตชีวากว่าผู้ที่ไม่ได้รับประทาน
       
       4.หน่อไม้ฝรั่ง
       
       หน่อไม้ฝรั่งอุดมไปด้วยวิตามินบีและโฟเลต ช่วยร่างกายในการสร้างHistamine ซึ่งสำคัญมากในเรื่องระดับความต้องการทางเพศทั้งชายและหญิง หน่อไม้ฝรั่งหาง่าย อร่อย สามารถปลูกได้เองหรือหาแบบ organic ได้ตามตลาดท้องถิ่น
       
       5.Avocados  ชื่อโบราณของ Avocados คือ Ahuacatl หรือลูกอัณฑะ อันเป็นผลเนื่องมาจากรูปร่างของผล avocados ความเซ็กซี่ของผลไม้ชนิดนี้ ทำให้นักบวชชาวสเปนห้ามนำเข้ามาในโบสถ์ เพราะความเป็นสารที่เพิ่มความต้องการทางเพศของมันน่าจะมาจากการมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวในปริมาณมากและมีกรดไขมันที่อิ่มตัวน้อยมาก ทำให้เกิดผลดีต่อหัวใจและระบบหลอดเลือด ทุกอย่างที่สามารถบำรุงให้หัวใจทำงานดี ก็ส่งผลให้หัวใจสามารถส่งเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆได้  ซึ่งผู้ที่ประสบปัญหาโรคหัวใจก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ (erectile dysfunction) ได้มากขึ้นกว่าคนทั่วไปถึง  2 เท่า
       
       6.Almonds 
       
       Almond ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารที่เพิ่มความปรารถนา เป็นตัวกระตุ้นทางเพศ และช่วยในเรื่องของการมีบุตรยากด้วย เช่นเดียวกับหน่อไม้ฝรั่ง Almond มีแร่ธาตุมากมายที่สำคัญต่อสุขภาพทางเพศ เช่น Zinc Selenium Vitamin E ซึ่ง Zinc นั้นช่วยเพิ่มความต้องการทางเพศได้
       
       7.เมล็ดฟักทอง
       
       เมล็ดฟักทองก็มีปริมาณแร่ธาตุสังกะสีมาก เช่นเดียวกับหอยนางรม ซึ่งช่วยในเรื่องความแข็งแรงของอสุจิ และป้องกันการขาดฮอร์โมน testosterone ในเพศชาย นอกจากนี้ เมล็ดฟักทองยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่เพิ่มความต้องการทางเพศได้ เช่น วิตามิน B, E, C, D, K และแร่ธาตุ เช่น Calcium, Potassium, Niacin และ Phosphorous
       
       8.Celery
       
       หรือผักขึ้นฉ่ายหลวง คุณอาจไม่คิดว่า celery จะช่วยเพิ่มความต้องการทางเพศได้ แต่จากหนังสือ “Stay young: ten proven step to ultimate health” ได้กล่าวไว้ว่า การรับประทาน celery สามารถเพิ่มระดับ Pheromone ในเหงื่อ สามารถทำให้เกิดความดึงดูดทางเพศได้ แต่ต้องมั่นใจว่าผักนั้นปลอดสารพิษ เพราะสารพิษใน celery มีได้มากถึง 67 ชนิด ซึ่งสามารถทำให้ความต้องการทางเพศลดลงได้ด้วย
       
       9.พริก 
       
       สารที่เป็นตัวเพิ่มความต้องการทางเพศ คือสารที่ทำให้พริกมีรสเผ็ด นั่นคือ capsicin ซึ่งหากสังเกตดีๆ เรามักจะมีอารมณ์ดีขึ้นเมื่อรับประทานพริก เพราะ capsicin นี่เองที่เป็นตัวทำหน้าที่หลักนี้ โดยสารนี้จะกระตุ้นการหลั่งสารเคมีที่ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้นรวมไปถึงกระตุ้นการหลั่งสารเอ็นโดฟิน ซึ่งเป็นตัวการทำให้เราอารมณ์ดีและมีความสุข
       
       10.มะเดื่อ
       
       หนึ่งในผลไม้ที่พระนางคลีโอพัตราโปรดปราน นักวิชาการชาวยุโรปเคยกล่าวว่า มะเดื่อได้รับการตีค่าเป็นอาหารกระตุ้นความรู้สึกทางเพศจากลักษณะที่คล้ายคลึงอวัยวะเพศหญิง และตำนานกรีกยังให้ราคามะเดื่อว่ามีค่ามากกว่าทองคำ อีกทั้งยังมีค่านิยมและความเชื่อว่ามะเดื่อนั้นมีส่วนช่วยในการเจริญพันธุ์ด้วย
       
       11.กระเทียม
       
       การรับประทานกระเทียมดิบอาจเป็นสาเหตุให้คู่รักของคุณเมินหน้าหนี แต่กระเทียมนี่เองจะเป็นตัวปลุกเร้าความต้องการทางเพศของคุณกระเทียมมีสาร allicin ซึ่งเชื่อว่าเป็นตัวเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังอวัยวะเพศ เนื่องจากประสิทธิภาพจากกระเทียมนั้นไม่สามารถเกิดได้ในชั่วข้ามคืน คุณจึงต้องรับประทานอย่างต่อเนื่องสักประมาณหนึ่งเดือนเพื่อให้ได้รับผลอย่างเต็มที่ ถ้าคุณไม่สามารถทนรับประทานกระเทียมดิบๆ ได้ แนะนำให้ลองหากระเทียมในรูปแบบแคปซูลจากร้านขายอาหารธรรมชาติใกล้บ้าน
       
       12.สตรอเบอร์รี่
       
       อาหารชนิดสุดท้าย คือ สตรอเบอร์รี่  สตรอเบอร์รี่นั้นเป็นแหล่งสำคัญของโฟลิค แอซิด และวิตามินบี ซึ่งช่วยป้องกันการเกิดทารกพิการในผู้หญิง และเมื่ออ้างถึงงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย California ยังพบว่าสตรอเบอร์รี่อาจจะสัมพันธ์กับปริมาณสเปิร์มที่สูงในผู้ชายอีกด้วย ในวันวาเลนไทน์นี้ ลองทำสตอเบอรี่เคลือบช็อกโกแลตให้คนรักดูสิ มันมีเหตุผลที่เราแนะนำช็อกโกแลตในวันวาเลนไทน์นะ เพราะมันเต็มไปด้วยสารที่ช่วยกระตุ้นความรู้สึกทางเพศอย่าง Methylxanthines
       
       อาหารที่คัดสรรมาเป็นเพียงตัวช่วยหนึ่งที่เพิ่มพลังหรือช่วยให้คุณรู้สึกดีกับชีวิตรักได้มากขึ้น แต่ยังมีอีก 3 สิ่งที่ควบคู่เพื่อสุขภาพที่ดี คือ
      
       1.การออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ
 เพราะการออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นเอ็นดอฟิน ทำให้อารมณ์ดี อีกทั้งยังช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย และช่วยปรับรูปร่างให้บางคนหุ่นเซ็กซี่ ฟิตและเฟิร์มขึ้น 
       
       2.การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบทุกหมวดหมู่ เพื่อช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง จากการวิจัย พบว่า ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน ทำให้สมดุลระหว่างฮอร์โมนเอสโตรเจนและเทสโทสเทอโรนเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งระดับเทสโทสเทอโรนที่ต่ำ ทำให้ความต้องการทางเพศลดลง
       
       3.บริหารความเครียด ลองหาเวลาหยุดพักผ่อน ใช้เวลาสื่อสารกับคู่รักมากขึ้น เพราะในปัจจุบัน คนเราทำงานหนักมากเกินไป จนลืมใส่ใจสุขภาพกายและสุขภาพจิตของตนเอง สิ่งนี้เป็นตัวแปลที่ทำให้ชีวิตคู่แย่ลง ดังนั้น ต้องหมั่นบริหารความเครียด หากิจกรรมเพื่อพักผ่อนร่างกายทั้งคุณและคู่รัก นอนหลับให้เพียงพอ
       
       สิ่งเหล่านี้จะเป็นแรงเสริมให้ความสัมพันธ์ของคุณเป็นไปได้อย่างราบรื่น แต่เหนือสิ่งอื่นใดการผสมผสานร่างกายและความรู้สึกท่ามกลางความรักและความเข้าใจที่มีให้กันและกัน จะเป็นสิ่งที่ทำให้ภารกิจรักของคุณเป็นไปอย่างมีความสุขและสมบูรณ์แบบ เพิ่มสีสันให้ชีวิตคู่ของคุณมีรสชาติอีกด้วย

เคล็ดลับยืดชีวิตคู่

 คงไม่มีคู่แต่งงานคู่ไหนใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันโดยปราศจากปัญหา ความขัดแย้ง หรือเรื่องขัดอกขัดใจกัน หรือหากมีก็คงน้อยมากๆ เหตุที่ต้องกล่าวเช่นนี้เพราะคนสองคนที่มาจากต่างครอบครัว ต่างการเลี้ยงดู เมื่อมาใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะสามีภรรยาย่อมต้องใช้เวลาในการปรับตัวนั่นเอง และในช่วงเวลาแห่งการปรับตัวนั้น โอกาสที่จะเกิดความไม่เข้าใจกัน น้อยอกน้อยใจกัน ย่อมสามารถเกิดขึ้นได้
       
       อย่างไรก็ดี สำหรับคู่ที่กำลังเผชิญปัญหาดังกล่าว เรามีเคล็ดลับเติมรักให้ชีวิตคู่ด้วยกฎ “4 ย.” จาก สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มาฝากกันค่ะ ซึ่งทั้ง 4 ย. จะประกอบด้วยอะไรบ้างนั้น ไปติดตามกันเลยค่ะ
       
       1. ย.ยกย่อง
       
       ธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนย่อมปรารถนาได้ยินได้ฟังคำพูดที่อ่อนหวาน ไพเราะ เอื้ออาทร ห่วงใย ให้กำลังใจ ให้เกียรติกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง คำพูดที่ออกมาจากใจ บนพื้นฐานของสติปัญญาและความรักความเมตตานั้นเป็นพลังเสริมสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อการเปลี่ยนแปลงตนเองและโลกได้อย่างน่าอัศจรรย์
       
       2. ย.ยินยอมและยืดหยุ่น
       
       ความอดทนอดกลั้น บนพื้นฐานของความรักความเข้าใจนั้น ถือเป็นเคล็ดลับสำคัญของชีวิตคู่ดังคำกล่าวที่ว่า “บ้าน...สร้างจากหิน อิฐ และไม้ แต่บ้านเปี่ยมรัก...สร้างจากความรักและความเข้าใจ” ความสัมพันธ์ที่สมดุลและแนบแน่น จำเป็นต้องประกอบด้วยการให้และการรับที่เหมาะสม ดังนั้น ชีวิตคู่ต้องเรียนรู้ที่จะพบกันครึ่งทาง
       
       3. ย.แยกแยะ
       
       ชีวิตคู่สามีภรรยาเป็นธรรมดาที่ต้องมีเรื่องกระทบกระทั่งให้หงุดหงิดใจ และเป็นธรรมดาอีกเช่นกันที่เราอาจมีเรื่องหงุดหงิดรำคาญใจผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน หรือลูกน้องในที่ทำงาน หากถือหลักความอดทนอดกลั้น เข้าใจ ให้อภัย และพบกันครึ่งทางให้ได้ดังที่กล่าวข้างต้นแล้ว โอกาสที่จะนำปัญหาชีวิต การงาน และครอบครัวมาปะปนกันในแต่ละวันก็จะลดน้อยลง ดังนั้น การรู้จักแยกแยะปัญหาแต่ละเรื่องออกจากกันโดยใช้สติกำกับกาย วาจาและจิตใจ รู้จักคิดก่อนพูดและกระทำ รวมทั้งคิดทุกคำที่พูด แต่ไม่พูดทุกคำที่คิด จะช่วยให้สถานการณ์ความยุ่งยากต่าง ๆ กลายเป็นเรื่องเล็ก และสามารถแก้ไขได้ในที่สุด
       
       4. ย.ยืนหยัด
       
       ไม่ว่าปัญหาใดเกิดขึ้น หากถือหลักที่ว่า มองสิ่งดีด้วยใจดีมีแต่ได้ มองสิ่งร้ายด้วยใจดีไม่มีเสีย ก็จะทำให้เกิดกำลังใจในการดำเนินชีวิต รวมทั้งมองทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามา-ผ่านออกไปเป็นเรื่องปกติได้
       
       ทั้ง 4 ย.เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีสำหรับคู่ที่กำลังมีปัญหาความไม่เข้าใจกัน หรือน้อยอกน้อยใจกันให้ได้กลับมาเข้าใจกันใหม่ แต่นอกเหนือไปจากนั้น เราคงต้องยอมรับด้วยว่า การใช้ชีวิตร่วมกันของคนสองคน ไม่ควรมีทิฐิมากจนเกินไป หรือมองว่าตนเองถูกแต่เพียงฝ่ายเดียว เพราะนั่นจะทำให้ทั้ง 4 ย.เกิดขึ้นไม่ได้เลยนั่นเอง

วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

นิสัย 7 ประการสู่ความสำเร็จ

นิสัย 7 ประการสู่ความสำเร็จ

     The 7 Habits of Highly Effective People ประพันธ์โดย Steven Covey เป็นหนังสือที่ได้รับความนิยมอย่างมากต่อเนื่องกันเป็นเวลานานกว่า 15 ปี และถูกจำหน่ายไปแล้วกว่า 15 ล้านเล่ม ผู้แต่งได้กล่าวถึงนิสัย 7 ประการของผู้ที่ประสบความสำเร็จ แผนที่ในการดำเนินชีวิตเพื่อไปสู่ความสำเร็จ และวิธีการยกระดับคุณภาพจิตใจ เป็นต้น มีใจความสำคัญ ดังต่อไปนี้
     ก่อนที่จะกล่าวถึงนิสัยทั้ง 7 ประการ ผู้แต่งได้ให้แง่คิดว่ามนุษย์มีสิ่งที่แตกต่างจากสัตว์เดรัจฉานอยู่  3 อย่างคือ มีสามัญสำนึกรู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และมีพลังจิต ดังนั้น การเอาใจใส่และหมั่นฝึกฝนคุณสมบัติพิเศษเหล่านี้จนกลายเป็นนิสัย จะทำให้ประสบความสำเร็จและมีความสุขอย่างแท้จริง นอกจากนั้น ผู้แต่งได้กล่าวว่า กรอบในการมองโลก (paradigm) หรือนิสัยของคนเรานั้นส่วนใหญ่จะถูกปลูกฝังมาจากการสั่งสอนของคนรอบข้าง การใช้ชีวิตในสังคม และจากการเรียนรู้ด้วยตัวเอง และด้วยความเคยชินทำให้คนเรานั้นไม่เคยฉุกคิดว่ามุมมองที่มีอยู่นั้นถูกต้องหรือเหมาะสมหรือไม่ จึงก่อให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งและไม่เข้าใจผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา เพราะเอาความคิดของตนเองเป็นตัวตัดสิน ดังนั้น ผู้แต่งจึงแนะนำให้หยุดทบทวนแนวความคิดมุมมองและคติธรรมในใจที่เคยยึดถือตลอดมาว่า สิ่งเหล่านั้นถูกต้องแล้วจริงหรือ ให้พิจารณาตามความเป็นจริง สิ่งไหนคิดผิดให้คิดใหม่แก้ไขที่ต้นเหตุ เมื่อเข้าใจตนเองจึงจะเข้าใจผู้อื่นได้ นอกจากนั้นผู้แต่งยังเชื่อว่าผู้ที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นส่วนหนึ่งเกิดจากการมีสมองข้างขวาที่ทรงประสิทธิภาพสามารถควบคุมการทำงานของสมองด้านซ้ายได้ สมองข้างขวามีหน้าที่เตือนให้รู้จักผิดชอบชั่วดี การมีจินตนาการ และการมีอารมณ์และความรู้สึก ดังนั้น การฝึกใช้จินตนาการและมีสติรู้เนื้อรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาจึงเป็นการพัฒนาการทำงานของสมองด้านขวาได้เป็นอย่างดี    
     กฎข้อที่ 1. นิสัยรู้และเลือก (Be Proactive)
     การรู้และเลือกคือการมีสติตามตัวอยู่ตลอดเวลา รู้ตัวว่าขณะนี้ตนเองกำลังทำอะไรอยู่ และผลที่เกิดจากการกระทำนี้คืออะไร  รู้ว่าขณะนี้ตัวเรากำลังอยู่ในสถานการณ์แบบใด สถานการณ์ปกติหรือมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น โดยสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเรานั้น มีผลอะไรต่อตัวเราบ้าง และเรามีการตอบสนองต่อสิ่งที่กำลังเผชิญอย่างไร ตอบสนองด้วยกิริยาใดด้วยอารมณ์แบบไหน ปกติแล้วมนุษย์มีอารมณ์หลักอยู่สามอารมณ์คือ สุข ทุกข์ และเฉย ๆ หากเรารู้เท่าทันอารมณ์เราจึงจะรู้จักตนเองอย่างถ่องแท้ เมื่อรู้แล้วเมื่อเห็นแล้วจึงจะเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องได้ คนเรามีสิทธิ์ที่จะกำหนดชีวิตของตนเองแต่ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่มักปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปตามกระแสสังคม ถูกฉุดกระชากไปตามอารมณ์และการกระทำของผู้อื่น เช่นเมื่อได้รับคำชมก็ดีใจ ได้รับคำตำหนิก็เสียใจ หรือคนพูดไม่ได้ดั่งใจก็โกรธ เป็นต้น เราเอาพฤติกรรมของเราไปขึ้นกับการกระทำและความคิดของผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา สรุปแล้วชีวิตนี้เป็นของใครกันแน่ ดังนั้น หากเรารู้จักเลือก รู้จักหยุดคิดก่อนที่จะตอบสนอง เราจึงจะมีชีวิตที่เป็นของเราจริง ๆ และจะเลิกโทษผู้อื่น เลิกโทษโชคชะตาเทวดาฟ้าดิน และจะได้ชื่อว่าเป็นคนที่มีวุฒิภาวะอย่างแท้จริง เมื่อนั้นจิตจึงจะนิ่งสงบไม่กระเพื่อมไปกับสิ่งภายนอกที่เข้ามากระทบ จิตจึงมีพลังสามารถทำการใหญ่ได้ การจะมีสติตามทันอารมณ์ได้นั้นจิตต้องมีความสงบหรือมีสมาธิในระดับหนึ่ง ซึ่งทำได้โดยการ การสวดมนต์ หรือทำสมาธิ เป็นต้น
     กฎข้อที่ 2. สร้างเป้าหมายในชีวิตเป็นภาพจารึกไว้ในจิตใจ (Begin with the End in Mind)
     การมีเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น ตอนนี้ อีก 5 ปี 10 ปี หรือในบั้นปลายชีวิตเราอยากจะมีชีวิตแบบใด  เมื่อมีเป้าหมายเราจะรู้ว่าตอนนี้ควรทำสิ่งใด  ตอนนี้กำลังยืนอยู่ตรงจุดไหน จะต้องไปอีกไกลเท่าไร และไปด้วยวิธีใดบ้างจึงจะบรรลุเป้าหมาย จะทำให้การใช้ชีวิตในแต่ละวันมีคุณค่าและไม่น่าเบื่อ เป้าหมายจะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมต่าง ๆ ของเรา เป้าหมายที่ดีจะต้องชัดและต้องสร้างเป็นภาพจารึกไว้ในจิตใจตลอดเวลาและการสร้างเป้าหมายต้องมาจากสิ่งที่เราชอบจริง ๆ ไม่ใช่ทำตามกระแสสังคม และที่สำคัญเป้าหมายนั้นต้องพอที่จะเป็นไปได้ นอกจากนั้นเป้าหมายในที่นี้ผู้แต่งยังหมายถึงภาพพจน์ที่เราต้องการให้คนอื่นจดจำเราได้นั้นเป็นแบบใด เช่นหากเราตายไปตอนนี้เราอยากให้ทุกคนจดจำเราได้ในแบบใด เป็นต้น
     กฎข้อที่ 3. ทำสิ่งที่ต้องทำก่อน (Put First Things First)
     การทำสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน จะต้องเลือกทำในสิ่งที่นำพาเราไปสู่เป้าหมายก่อนเป็นอันดับแรก และทำอย่างต่อเนื่อง และต้องมีการประเมินตนเองอยู่ตลอดเวลาว่าขณะนี้เรากำลังอยู่ตรงจุดไหน อีกไกลเท่าไร และเรามาถูกทางหรือไม่ มีเส้นทางใหม่ ๆ ที่จะช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้นหรือเปล่า หรือเรากำลังเสียเวลาไปกับสิ่งที่ไร้สาระ เป็นต้น ในการประเมินแต่ละครั้งจะต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง จะต้องซื่อสัตย์ ใช้สติ และไม่เข้าข้างตัวเอง นอกจากนั้นควรเลือกทำสิ่งที่ไม่เร่งด่วนแต่สำคัญในชีวิตก่อน คนส่วนใหญ่มักเลือกทำในสิ่งที่เร่งด่วนก่อนเสมอ โดยลืมนึกไปว่าสิ่งเหล่านั้นสอดคล้องกับเป้าหมายในชีวิตหรือไม่ จงอย่าทำตามสิ่งที่สังคมกำหนด แต่ให้เลือกทำในสิ่งที่เรากำหนดเอง และผู้แต่งกล่าวเพิ่มเติมว่า การวางแผนทำสิ่งใดต้องวางแผนในระยะยาวอย่าวางแบบวันต่อวัน เพื่อจะได้งานเป็นกรอบเป็นกำ และต้องหัดมอบหมายงานให้กับคนที่ไว้ใจได้ เพื่อที่เราจะได้มีเวลาไปทำสิ่งที่สำคัญและตรงตามเป้าหมายในชีวิตได้มากขึ้น
     กฎข้อที่ 4. การรู้จักแบ่งผลปันประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นด้วย (Think Win/Win)
     ในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เช่น คนในครอบครัว เจ้านายลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน หรือลูกค้า เป็นต้น ทุกฝ่ายจะได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน การไม่คิดถึงตัวเองแต่เพียงฝ่ายเดียวหรือเอาความคิดของตนเองเป็นที่ตั้ง นั่นคือการรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และควรหลีกเลี่ยงการกระทำที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน สิ่งเหล่านี้รู้ได้โดยการมองย้อนเข้าหาตัวเองว่าหากเป็นเราเจอแบบนี้จะรู้สึกอย่างไร และนอกจากการเข้าใจผู้อื่นแล้วผู้แต่งได้กล่าวถึงบุคลิกลักษณะที่น่าคบหาสมาคมและน่าเชื่อถือคือต้องปากกับใจตรงกัน รู้จักรักษาคำพูด มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่มั่นคง สงบนิ่ง ใจกว้าง และมองโลกในแง่ดี และที่สำคัญในฐานะผู้บริหารหากต้องการให้คนในองค์กรได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน ควรจะจัดระบบขึ้นมารองรับ เช่นคนที่ตั้งใจทำงานก็ควรจะมีรางวัลหรือโบนัส เป็นต้น เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและทุกฝ่ายในองค์กรได้รับประโยชน์เท่ากันอย่างแท้จริง
     กฎข้อที่ 5. การพยายามเข้าใจผู้อื่นมากกว่าให้ผู้อื่นมาเข้าใจเรา (Seek First to Understand, Then to Be Understood)
     ส่วนใหญ่แล้วมนุษย์มักชอบพูดให้ผู้อื่นฟังมากกว่าฟังที่คนอื่นพูด ดังนั้น เมื่อไม่มีใครยอมฟังใครปัญหาจึงเกิดขึ้น การฟังอย่างตั้งใจและพยายามที่จะเข้าใจผู้อื่นแทนที่จะให้ผู้อื่นมาเข้าใจเรา อีกฝ่ายจะรับรู้ถึงความรู้สึกเห็นอกเห็นใจจากเรา และเกิดความผ่อนคลายลงในระดับหนึ่งและจะยอมรับฟังความคิดเห็นจากเราด้วยในที่สุด การเป็นผู้ฟังที่ดีและพยายามที่จะเข้าใจอีกฝ่าย เช่น ขณะนั้นเขารู้สึกอย่างไร และเขาพูดไปเพื่ออะไร เป็นต้น จะทำให้มองเห็นประเด็นของปัญหาได้อย่างชัดเจนและสามารถแก้ไขได้อย่างตรงจุด แต่ผู้แต่งได้ให้ข้อคิดไว้ว่า การฟังนั้นต้องฟังอย่างมีสติ อย่าฟังจนเคลิ้มและต้องมีจุดยืนในตัวเองด้วย ผู้แต่งได้กล่าวเพิ่มเติมว่าการฟังด้วยความเห็นอกเห็นใจจะช่วยลดอคติที่มีต่ออีกฝ่ายได้และจะไม่เกิดการตัดสินคนจากคำพูดเพราะขณะนั้นจิตใจจะมีความเมตตาไม่ปรุงแต่งเป็นอารมณ์ นอกจากนั้นหากต้องการพูดแสดงความเห็นอกเห็นใจ ก่อนพูดควรถามความรู้สึกของตนเองก่อนว่าในเวลานี้ควรพูดหรือไม่ ควรพูดแค่ไหน และควรพูดอย่างไรจึงจะเป็นการแสดงความเห็นอกเห็นใจอีกฝ่ายอย่างแท้จริง
     กฎข้อที่ 6. การสร้างทีมเวิร์ค (Synergize)
     การสร้างทีมเวิร์คให้เกิดขึ้นภายในองค์กรเป็นหน้าที่ของผู้บริหารคือการดึงเอาศักยภาพของลูกน้องแต่ละคนมาผสมผสานกันอย่างลงตัว และสามารถเปลี่ยนความขัดแย้งให้กลายเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์ได้ ในฐานะผู้บริหารต้องมองปัญหาและการทะเลาะเบาะแว้งให้เป็นเรื่องปกติ แต่ให้คิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะสามารถเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ให้กลายเป็นผลงานได้ นอกจากนั้น การบริหารลูกน้องจำนวนมาก ๆ จะใช้วิธีเดียวกันหมดไม่ได้เพราะแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน ในฐานะเจ้านายจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะรู้ได้ว่าคนไหนต้องใช้วิธีใดก็ต้องเริ่มจากการรู้จักตนเองก่อนเมื่อรู้จักตนเองจึงจะรู้จักผู้อื่น และต้องพยายามเข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกอย่างไรด้วย จึงจะสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการได้อย่างทันท่วงที ผู้แต่งได้ให้ข้อคิดในการทำงานเป็นทีมคือ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือความถ่อมตน จงคิดว่าทุกคนย่อมมีข้อดีในแต่ละด้าน ไม่มีใครดีกว่าใคร หากคิดเช่นนี้อัตตาตัวตนก็ไม่เกิด การทำงานเป็นทีมจึงจะสมบูรณ์ 

     กฎข้อที่ 7. การเพิ่มพลังชีวิต (Sharpen the Saw)
     ว่าด้วยวิธีการพักจิต และเพิ่มพลังเพื่อพร้อมที่จะต่อสู้กับชีวิตต่อไป มีวิธีการ ดังนี้
          1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทานอาหารที่มีประโยชน์    
          2. หัดสร้างมโนภาพอยู่ตลอดเวลา ต้องอ่านหนังสือเพิ่มพูนความรู้
          3. มีความเมตตาและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
          4. เข้าใจและรู้จักตนเองอย่างถ่องแท้ แลสร้างความสงบภายใน
     จากนิสัยแห่งความสำเร็จทั้ง 7 ประการ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น สามารถสรุปเป็นใจความสั้น ๆ ได้ว่า Steven Covey ให้ความสำคัญในเรื่องการใช้สมองข้างขวา การใช้จินตนาการ การมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การมีหลักคุณธรรมในการดำรงชีวิต และการสร้างแผนที่ชีวิต

                               *****************




วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

National E-Payment จะเปลี่ยนชีวิตคนไทย.



นี่เป็นอีกหนึ่ง ตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา ผู้บริหารฝากมาให้ พวกเรา อ่าน ลองอ่านและ ลองนำมาใช้ประโยชน์ในการปรัปเปลี่ยนตัวเราดูครับ โลกเปลี่ยน เราต้องเปลี่ยนให้ทันโลกครับ


เคยไหม? เวลาเดินทางไปฮ่องกงหรือสิงคโปร์ แล้วเห็นคนของเขาใช้ชีวิตที่ทันสมัย เวลาซื้อของหรือขึ้นรถไฟฟ้าก็จ่ายด้วยบัตร(เดบิต) ชีวิตง๊ายง่ายคุณรู้ไหมเมืองไทยเราก็กำลังจะเป็นอย่างนั้น ด้วยนโยบาย National E-Payment ที่ผ่านการเห็นชอบของรัฐบาลแล้วตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.2558 (อ้างอิง thaigov.go.th)

Cashless Society กำลังจะเกิดขึ้น

ปัจจุบัน เงินสดเป็นสัดส่วนมากกว่า 90% ของธุรกรรมทางการเงินของไทย ซึ่งความเป็นจริงมีต้นทุนซ่อนเร้นอยู่จำนวนมาก เช่น ร้านค้าเมื่อรับชำระเป็นเงินสดแล้วก็เป็นช่องทางให้ พนักงานทุจริตได้ (แอบเอาเงินใส่กระเป๋า) หรือเมื่อนำเงินไปส่งธนาคาร ธนาคารก็มีต้นทุนจ้างพนักงานคอยรับเงิน นับเงิน ตรวจแบงค์ปลอม เก็บและนำส่งกลับจากสาขา เคยสงสัยไหมว่า ค่าขนเงินสดด้วยรถนิรภัยใครเป็นคนจ่าย? เมื่อขนกลับมายังต้องคัดทำลายแบงค์เก่า และพิมพ์แบงค์ใหม่อีก ไม่งั้นจะกลายเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคได้นะ
ใครกันหนอ จ่ายค่าใช้จ่ายเหล่านี้ คำตอบคือ พวกเราทุกคนนั่นแหล่ะ

เพราะอย่างนี้เองที่ทุกฝ่ายอยากผลักดันให้เราปรับเป็น Cashless Society คือสังคมที่ใช้เงินสดน้อยลง นั่นคือ ปรับไปใช้บัตรเครดิต, บัตรเดบิต, และแอปบนมือถือ ให้ทำธุรกรรมทางการเงินได้ทดแทนเงินสด

ภาครัฐเอาจริงผ่าน 5 โครงการหลัก
ความชัดเจนของภาครัฐมีมาอย่างต่อเนื่องผ่าน 5 โครงการ อันประกอบด้วย
1. Any ID ที่ให้ประชาชนใช้บัตรประชาชนผูกกับบัญชีธนาคารและ
ทำธุรกรรมได้ หรือผูกกับเบอร์โทรศัพท์และอีเมล์ก็ได้

2. เพิ่มเครื่องรับบัตร EDC ตามร้านค้าต่างๆ จาก 3 แสนเครื่องเป็น 2 ล้านเครื่องภายในปี พ.ศ. 2560 (ซึ่งจะเริ่มล็อตแรกตั้งแต่กลางปี พ.ศ. 2559 นี้แล้ว)

3. ระบบภาษีอิเล็คโทรนิกส์ของกรมสรรพากร ที่จะส่งเสริม และ/หรือ บังคับ ให้ทุกธุรกิจต้องมีทางเลือกการรับชำระแบบ e-Payment และส่งข้อมูลโดยตรงให้กับกรมฯ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายของงานเอกสารไปได้มาก

4. บังคับการรับชำระของภาครัฐด้วย e-Payment แทนเงินสด เช่น การชำระค่าใบขับขี่ ที่อาจไม่อนุญาตให้จ่ายด้วยเงินสดเลย แต่ต้องจ่ายผ่านบัตร National Debit Card เท่านั้น

5. โครงการประชาสัมพันธ์ให้เกิดการรับรู้และเข้าใจ และส่งเสริมให้เกิดการใช้งานจริง เช่น รณรงค์ผ่านการชิงโชคเมื่อมีการชำระด้วย e-Payment ต่างๆ

ทั้งหมดนี้กำลังเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในขั้นกำหนดรายละเอียดและแก้ไขกฎหมาย
ที่เกี่ยวข้อง และประชาชนหรือคนค้าขายจะเริ่มเห็นผลได้ ตั้งแต่กลางปี พ.ศ. 2559 เป็นต้นไป

Fintech หรือ บัตร Debit Card อะไรจะมาก่อนกัน
เมื่อเงินสดจะถูก(บังคับ)ให้ใช้น้อยลง แล้วอะไรกันแน่ที่จะมาแทน ถ้าคุณไม่ได้ติดตามข่าวสารก็คงจะคิดว่า ต้องเป็นบัตรเครดิตแน่ๆเลย … “ผิด อย่างยิ่งเลยครับเพราะบัตรเครดิตนั้นก็มีต้นทุนแอบแฝงเช่นกัน เพราะจะมีค่าบริการส่วนหนึ่งที่ถูกหักหัวคิวไปให้
บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านบัตรเครดิต ปีๆหนึ่ง หลายพันล้านบาท
ภาครัฐและธนาคารจึงกำลังผลักดันไปสู่ บัตรเดบิตซึ่งคาดว่าจะประกาศความร่วมมือเรื่อง
National Debit Card กันเร็วๆนี้ และเปิดกว้างให้บัตรเดบิตนี้เชื่อมโยงการชำระต่างๆ  เข้าด้วยกัน เช่น ค่าสาธารณูปโภค, ค่าเดินทาง, และร้านค้าทั่วไป เรียกได้ว่า บัตรเดียวเอาอยู่แม้แต่เทคโนโลยีที่ถูกเลือกใช้ที่เป็น Chip-and-Pin ก็เป็นส่วนที่ช่วยป้องกันปัญหาการทุจริต หรือ การลักขโมยได้ด้วย นำไปสู่ค่าบริการที่จะถูกลงอีก

อะไรก็ดีไปหมด แต่เดี๋ยวก่อน… Fintech ก็จะมาเบียดเช่นกัน ทั้งธนาคารและ Fintech Startup ก็กำลังแข่งกัน (หรือร่วมมือกัน) ออกแอป e-Wallet ที่ใช้โทรศัพท์แทนกระเป๋าเงินไปเลย เรียกได้ว่ากระโดดข้ามบัตรเดบิตไปอีกขั้นเลย จะโอนเงินก็ง่าย จะจ่ายก็แค่เอามาทาบที่เครื่องอ่าน NFC ก็ทำได้

เอาเป็นว่า ถ้าเด็กที่เกิดมาหลังจากปี พ.ศ. 2562 อาจแทบไม่เคยใช้เงินสดกันเลยก็ได้ และคงมาถามพ่อแม่ว่า เงินสดคืออะไรคับ

E-Payment เปลี่ยนชีวิตคุณในปีนี้แน่ๆ
กลางปี พ.ศ.2559 จะเห็นร้านค้าจำนวนมากมีเครื่องรับชำระเงิน EDC และประชาชนจะถูกรณรงค์ให้มีบัตรเดบิต และได้สิทธิประโยชน์ต่างๆ เมื่อชำระเงินด้วยบัตรเดบิตหรือบัตรประชาชน ส่วนภาครัฐเองก็มีช่องทางการช่วยเหลือประชาชน ผู้ยากไร้ได้โดยตรง โดยโอนเงินเข้าไปที่บัตรประชาชน เช่น เมื่อมีภัยแล้งก็โอนเงินให้ชาวนาได้โดยตรง (ชาวนาไม่ต้องมีบัญชีธนาคารก็ได้) ซึ่งจะช่วยขจัดการทุจริตของเส้นทางการจ่ายไปได้ด้วย หรือ คนทำงานเมื่อขอคืนภาษีก็จะได้รับเงินมาที่บัตรประชาชน ตามโครงการ Any ID เช่นกัน


คนเหล่านี้เลือกได้ที่จะโอนเงินออกจากบัตรทันที หรือเก็บเงินไว้แล้วนำไปใช้จ่ายตามร้านค้าต่างๆ ที่มีเครื่อง EDC กว่า 2 ล้านเครื่องทั่วประเทศ ไม่ว่าจะไปซื้อปุ๋ย ซื้อของร้านโชว์ห่วย หรือซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้างก็ตาม และธุรกรรมทั้งหมดก็ถูกส่งโดยอัตโนมัติเป็น ข้อมูลอิเล็กโทรนิกส์ไปที่กรมสรรพากรโดยตรง บริษัทห้างร้านต่างๆไม่ต้องส่งเอกสารที่เป็นกระดาษให้ยุ่งยาก และสิ้นเปลือง หรือจะนำเงินนั้นมาจ่ายเมื่อไปธุรกรรมกับภาครัฐก็ได้ เช่น เมื่อไปขอใบรับรองบริษัท หรือธุรกรรมอื่นใด

หาลูกค้าเรื่องง่ายๆ

การหาลูกค้าสำหรับตัวแทนใหม่นั้นอาจเป็นเรื่องยาก แต่สำหรับตัวแทนรุ่นเก๋านั้น เป็นเรื่องง่ายเสมอ มาดูกันครับเทคนิคที่รุ่นพี่ทำกัน เป็นฝ่ายร...