วันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เลี้ยงลูกอย่างไรให้มีความคิดสร้างสรรค์

หากพูดถึง “ความคิดสร้างสรรค์” เชื่อว่าทักษะนี้ มีอยู่ในเด็กแทบทุกคน ถ้าถูกเลี้ยงให้ช่างคิด และไม่ถูกล็อกทางความคิดมาตั้งแต่ต้น ที่พูดเช่นนี้ ทีมงานกำลังจะสื่อให้เห็นว่า การที่ลูกมีทักษะความคิดสร้างสรรค์ และคิดอย่างมีวิจารณญาณที่ดีนั้น ตัวแปรสำคัญอยู่ที่พ่อแม่ ว่าใช้หลักการเลี้ยงดูอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ
สอดรับกับเมื่อหลายปีก่อน ได้มีการสำรวจทักษะความคิดสร้างสรรค์ของเด็กโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ พบว่า เด็กส่วนใหญ่ ร้อยละ 80 มีทักษะความคิดสร้างสรรค์อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ จนน่าเป็นห่วงมาก
วันนี้ เพื่อให้ทุกครอบครัวเข้าใจหลักการเลี้ยงลูกให้คิดสร้างสรรค์อย่างได้ผล ทีมงาน Life and Family มีตัวช่วยจาก “ผศ.ดร.อุษณีย์ อนุรุทธวงศ์” ประธานศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพเด็ก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (มศว) มาช่วยปลดล็อกวิธีเลี้ยงลูกแบบผิดๆ ให้เลี้ยงลูกแบบถูกทาง เพื่อนำไปปรับประยุกต์ เสริมทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ของลูกให้ได้ผลยิ่งขึ้น
กับเรื่องนี้ “ผศ.ดร.อุษณีย์” ให้มุมมองว่า ปัจจุบัน ความคิดสร้างสรรค์ได้กลายเป็นภาวะวิกฤตของสังคมไทยไปแล้ว เพราะเด็กส่วนใหญ่ชอบเลียนแบบมากกว่าที่จะคิดนอกกรอบ สิ่งเหล่านี้ เชื่อว่า เกิดจากความเคยชินในวิถีปฏิบัติที่พ่อแม่แต่ละยุคสมัยทำต่อๆ กันมา ซึ่งเป็นตัวครอบความคิดทั้งของตัวพ่อแม่ และตัวเด็กเอง เห็นได้จาก เมื่อลูกสงสัย หรืออยากทำในสิ่งนอกเหนือวิถีที่คนส่วนใหญ่ปฏิบัติ พ่อแม่บางคนมักพูดกับลูกว่า “นี่ อย่ามานอกคอกนะ” หรือ “ทำให้มันเหมือนๆ คนอื่นไม่เป็นบ้างหรือไง” เป็นต้น
ดังนั้นเมื่อลูกสงสัย และอยากทำอะไร พ่อแม่ต้องลองเรียนรู้ร่วมกันกับลูกด้วย ซึ่งจะได้คำตอบ หรือไม่ได้ ค่อยมาคุย และหาทางออกกันใหม่ แต่ทั้งนี้ไม่ควรตัดโอกาสลูกด้วยคำพูดที่ทำให้ขาดความเชื่อมั่น จนไม่กล้าที่จะคิดอย่างสร้างสรรค์ นั่นจะทำให้เด็กไม่ฉลาด และไม่กล้าแสดงออกในที่สุด
“การเปิดโอกาสให้ลูกเรียนรู้ ได้คิด ได้ลองทำ โดยไม่ถูกตีกรอบด้วยคำพูดที่บอกว่า อย่าทำนะ ห้ามนั่น ห้ามโน่น จะช่วยให้ลูกเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งการที่พ่อแม่ส่งเสริมให้ลูกได้ทดลอง ฉีกกรอบ หรือคิดอะไรที่ไม่เหมือนคนอื่น และร่วมเรียนรู้ หาคำตอบกับลูก ลูกก็จะคิดเป็น และสนุกที่จะเปิดสมองหาความรู้สู่การคิดที่สร้างสรรค์อย่างเต็มที่ต่อไป” ผศ.ดร.อุษณีย์ กล่าว
เห็นได้จากครอบครัวของนักวิทยาศาสตร์ของไทยท่านหนึ่งที่ “ผศ.ดร.อุษณีย์” ยกตัวอย่างการสอนลูกให้ฟังว่า มีอยู่วันหนึ่ง ลูกเกิดไม่สบายขึ้นมา และอยากกินหอยแครงลวก คุณแม่จึงพาไปตลาด เพื่อไปซื้อหอยแครง จากนั้นคุณแม่ก็นำหอยไปแช่นำ และเอาเกลือมาโรย ในขณะที่ลูกก็เกิดความสงสัยจึงอธิบายให้ลูกฟังว่า เกลือจะทำให้หอยคายโคลนออกมา ลูกถามกลับว่า แล้วใช้อย่างอื่นไม่ได้หรือ ซึ่งตัวคุณแม่เองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่จะช่วยลูกหาคำตอบ
จึงเกิดการทดลองกันขึ้น โดยแม่พาลูกกลับไปตลาดอีกครั้ง เพื่อคัดซื้อหอยขนาดเดียวกันมาทดลอง เอาหอยแม่มาใส่โหลที่มีน้ำ จากนั้นลองนำน้ำตาล น้ำปลา เกลือ น้ำส้มสายชู ใบมะระขี้นกที่ปลูกในบริเวณบ้าน มาตำ แล้วใส่ในโหล ปรากฎว่า โหลที่ใส่ใบมะระขี้นกคายโคลนออกมามากที่สุด ซึ่งการทดลองกับแม่ ได้กลายเป็นโครงงานของลูก และได้รางวัลชนะเลิศระดับประเทศ ซึ่งตอนนั้นเรียนอยู่เพียงชั้นป.1 เท่านั้น
นี่คือตัวอย่างการสอนลูกอย่างสร้างสรรค์ นอกจากนี้ยังมีในเรื่องของการเลี้ยงลูก จะมีหลักอยู่ด้วยกัน 3 อย่างที่เกี่ยวเนื่องกับความคิดสร้างสรรค์ และความเชื่อมั่นของลูก คือ การชมเชย การลงโทษ และการเพิกเฉย ซึ่งต้องอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม เช่น ชมเชยลูกได้ แต่อย่าชมอย่างฟุ่มเฟือยจนลูกเหลิง หรือขาดความมั่นใจไปเลย เพราะพ่อแม่บางคน ยังไม่ทันได้เห็นผลงานลูกเลย ก็ชมออกหน้าออกตา ทำให้ลูกไม่มั่นใจว่าสิ่งที่ทำ ดีจริงหรือไม่ เนื่องจากเด็กบางคนรู้สึกได้ว่า สิ่งที่เขาทำยังทำได้ไม่ดีพอ แต่พ่อแม่กลับชมว่าดี
ดร.อุษณีย์ไขเทคนิคเลี้ยงลูก ให้ช่างคิดอย่าง ‘สร้างสรรค์’
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ในขณะที่บางบ้าน เอาแต่เคร่งครัดเรื่องวินัย กดดัน และลงโทษลูก แม้จะเป็นความผิดเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม อาจทำให้ลูกไม่กล้าคิด หรือแสดงความคิดเห็นอะไร เพราะกลัวว่าจะถูกดุ หรือถูกลงโทษ อีกทั้งยังรวมไปถึงบ้านที่วางเฉย ไม่สนใจลูก
วิธีเหล่านี้ พ่อแม่ต้องเปลี่ยนตัวเองเสียใหม่ ก่อนที่ลูกจะโตเป็นอนาคตของชาติที่ไม่มั่นใจในตัวเอง จนนำไปสู่การคิด และสร้างสรรค์ได้อย่างไม่เต็มที่ กลายเป็นคนขี้อาย ไม่กล้าเข้าสังคม และคิดไม่เป็นในที่สุด แต่ถ้าพ่อแม่สามารถปลดล็อกได้ตั้งแต่ลูกยังเล็ก จะช่วยต่อยอดทางความคิดให้กับเด็กได้ดีทีเดียว
“ความคิดสร้างสรรค์มาจากการที่จะต้องแก้ปัญหา ถ้าไม่สอนให้ลูกมองเห็นปัญหา เด็กก็จะไม่มีวิธีคิดที่จะหาวิธีแก้ อย่างไรก็ดี ความคิดสร้างสรรค์ของลูกจะลดลงเมื่อต้องเข้าสู่รั้วโรงเรียน เพราะต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบหลายชั้น ดังนั้นทางเดียวที่จะทำให้ความสร้างสรรค์ของลูกคงที่ พ่อแม่ต้องช่วยลูก เวลาอยู่ที่บ้าน ควรใช้วิธีการสอนที่แปลกใหม่ ไม่สอนในแบบที่เคยทำกันมา
เช่น ให้ลูกเข้าครัวทำอาหารด้วยกัน โดยไม่ทำแบบที่เคยทำได้ไหม แต่ดัดแปลงให้เป็นอาหารจานใหม่ที่มาจากเมนูเดิมได้ไหม หรือเวลาจะเล่านิทานให้ลูกฟัง พอเล่าจบแล้ว ลองให้ลูกแต่งเรื่องใหม่ได้ไหม วิธีนี้จะช่วยได้เยอะ” ผศ.ดร.อุษณีย์แนะเคล็ด
นอกจากนี้ การที่จะให้มีความคิดสร้างสรรค์ที่ดีนั้น ตัวพ่อแม่เองจะต้องมีคลังคำศัพท์ที่มากพอสมควร ทั้งนี้เพื่อจะได้สอน และเพิ่มให้ลูกได้ใช้ในการผสมคำได้มากขึ้น วิธีการสอนง่ายๆ คือ ฝึกให้ลูกต่อคำจาก 1 คำให้ได้มากที่สุด เช่น นึกถึงคำว่าน้ำ เอามาประกอบเป็นคำอื่นๆ อะไรได้บ้าง ฝึกกับลูกบ่อยๆ และปล่อยให้ลูกคิดอย่างอิสระ และเป็นไปตามจินตนาการ วิธีนี้จะช่วยให้ลูกคิดนอกกรอบได้ไม่น้อย
จะเห็นได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นเรื่องสำคัญ ที่จะต่อยอด และพัฒนาความคิดของลูกได้ดี ซึ่งต้องเริ่มจากพ่อแม่ ที่มีส่วนช่วยกันสร้างความมั่นใจ ด้วยการพูดให้เกิดกำลังใจ และเลิกใช้คำพูดในเชิงคำสั่ง ขณะเดียวกันเมื่อลูกสงสัย ไม่ควรปล่อยค้างไว้ แต่ต้องร่วมกันหาคำตอบกับลูก สิ่งเบื้องต้นเหล่านี้ ถ้าพ่อแม่ปลดล็อกวิธีเดิมๆ ที่มักจะบอกลูกว่า “ใครๆ เขาก็ทำกันแบบนี้ จะสงสัยอะไร” หรือ “เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด” ลูกก็จะไม่ถูกตีกรอบ และใช้ความคิดได้อย่างอิสระ กลายเป็นเด็กที่คิดสร้างสรรค์ และคิดเป็นต่อไป

นิสัยไม่ดี 20 ข้อที่คนประสบความสำเร็จไม่ควรทำ


นิสัยไม่ดี 20 ข้อที่คนประสบความสำเร็จไม่ควรทำ


SHARETWEETEMAIL
KIITDOO in Life Hacks January 22, 2016
LIKE KIITDOO ON FACEBOOK
คนที่ประสบความสำเร็จนั้น เขาใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมาย นิสัยของเขาจะเป็นนิสัยที่เกื้อหนุนการใช้ชีวิตเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ พวกเขาจะเป็นคนมีหลักการ และการเลือกที่จะมีชีวิตแบบที่เขาเลือกนั้น ก็จะนำพาพวกเขาสู่ถนนแห่งความสำเร็จ วันนี้เราขอเอา 20 นิสัยที่ คนที่ประสบความสำเร็จ “ปฏิเสธ” ที่จะมีอย่างเด็ดขาดมาฝากกัน!
1. ไม่ให้คำนิยามความสำเร็จจาก “เงิน”
คนที่ประสบความสำเร็จส่วนมาก ให้คำนิยาม “ความสำเร็จ” คือความสุข ความสงบ การได้ช่วยเหลือคนอื่น ส่วนเงินทองและความมั่งคั่งนั้น มีเพียงแค่ซื้อความสบาย และเปิดโอกาสให้กับพวกเขามากขึ้นนั้น แต่นั่นแหละ พวกเขาตระหนักว่า “เงิน” อย่างเดียวไม่สามารถหาซื้อ “ความสุข” ในชีวิตได้หรอก
2. ไม่เริ่มต้นวัน โดยไม่วางแผน
ไม่ใช่แค่การวางแผนระยะสั้นและระยะยาวเท่านั้น แต่คนพวกนี้วางแผนกันเป็น “รายวัน” ว่าในวันหนึ่งๆ มีอะไรที่พวกเขาต้องทำให้ “สำเร็จ” บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งที่เรียกว่า “Golden Hour” ซึ่งเป็น 1 ชั่วโมงแรกหลังจากตื่น ที่เป็นเวลาที่สดชื่น ที่เหมาะมากในการวางแผนว่าทั้งวันนี้ของเขา ต้องทำอะไรบ้าง!
3. ความสมบูรณ์แบบ ไม่ใช่ เป้าหมาย
คนที่ประสบความสำเร็จ จะคิดว่า มันเป็นเรื่องเสียเวลา และเปลืองพลังงานมาก ที่จะโฟกัสไปที่ “ความสมบูรณ์แบบ” เพราะนั่นหมายถึง คุณต้องมาหาจุดบกพร่องทุกจุด เพื่อแก้มันให้สมบูรณ์แบบ แต่สิ่งที่เขามุ่งมั่นคือ ทักษะของพวกเขาที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จากการสำเร็จในแต่ละเป้าหมายๆ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่น่าภูมิใจที่สุดแล้ว ที่รู้ว่าพวกเขาไม่ได้อยู่กับที่ แต่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง
4. ไม่สุงสิงกับคนมองโลกในแง่ลบ
คนที่มองโลกในแง่ร้าย คนขี้บ่นในทุกเรื่อง คนที่ผัดวันประกันพรุ่ง คนที่ชอบแก้ตัว พวกนี้ คนที่ประสบความสำเร็จจะไม่สุงสิงด้วยเด็ดขาด เพราะยิ่งอยู่ใกล้ ก็ยิ่งเป็นการได้รับพลังงานลบถ่ายทอดมา แต่พวกเขาชอบอยู่ใกล้คนที่จะคอยให้แรงบันดาลใจกับเขามากกว่า!
5. ไม่มองเรื่องยากๆ หรือปัญหาในแง่ลบ
คนที่ประสบความสำเร็จ เมื่อเจอเรื่องยากๆ ปัญหายากๆ สิ่งที่เขาจะคิดคือ พวกเขาเอาชนะมาแล้วหลายปัญหาในอดีต เพราะฉะนั้น อันที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาตอนนี้ ก็ต้องเอาชนะมันไปให้ได้ และนั่นคือประสบการณ์ที่จะทำให้พวกเขาเก่งขึ้นๆ ยิ่งเข้าไปอีก
6. ไม่จมอยู่กับความล้มเหลว
คนเหล่านี้มอง “ความล้มเหลว” คือส่วนหนึ่งของการเติบโต พวกเขาเห็นเป็นโอกาสที่พวกเขาจะได้เรียนรู้ เพื่อก้าวไปข้างหน้า เพราะพวกเขาเชื่อว่า ไม่ว่าเราจะล้มอีกกี่ครั้ง ทุกครั้งที่ลุกขึ้นมาใหม่ คุณจะแข็งแกร่งกว่าเดิม!
7. ไม่จมอยู่กับปัญหา
ถ้าวันๆ ใช้ชีวิตจมอยู่กับปัญหา คุณจะไม่ได้อะไรเลยนอกจากความเครียด และนั่นคือช่องทางที่จะเจอปัญหาในชีวิตเพิ่มอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น แทนที่จะโฟกัสกับตัวปัญหา เปลี่ยนไปโฟกัสที่การกระทำของคุณที่ทำให้สถานการณ์มันค่อยๆ ดีขึ้นจะดีเสียกว่า เพราะมันจะทำให้คุณค่อยๆ รู้สึกดีขึ้น และนั่นอาจจะทำให้คุณคิดวิธีแก้ปัญหาใหม่ๆ ออกเสียด้วยซ้ำ!
8. ไม่เอาสิ่งที่คนอื่นตัดสินคุณมาเป็นสาระสำคัญ
พวกเขาไม่วัดค่าตัวเองจากคำพูด หรือคำตัดสินของคนอื่น พวกเขารู้ค่าของตัวเอง รู้เป้าหมายของตัวเอง รู้หลักการของตัวเอง โดยที่ไม่ต้องให้คนอื่นมารับรองในสิ่งๆ นั้น
9. ไม่ชอบแก้ตัว
หากงานที่เขาทำเกิดปัญหา ไม่ตรงไปตามแผน เขารับผิดชอบทุกอย่าง เขาจะไม่แก้ตัว หรือโทษสิ่งต่างๆ ที่ทำให้งานผิดพลาด พอรับผิดชอบแล้ว พวกเขาก็แก้ไขต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ พวกเขาจะมองอยู่อย่างเดียวคือ ในทุกๆ วัน เป้าหมายแต่ละวันต้องสำเร็จ ไม่ว่าเป้าหมายนั้นจะเล็ก หรือจะใหญ่ก็ตาม
10. ไม่อิจฉา เมื่อเห็นคนอื่นประสบความสำเร็จ
พวกเขาจะมีความเชื่อที่ว่าทุกคนสามารถประสบความสำเร็จได้ทุกคน พวกเขาเชื่อว่า ยิ่งโลกนี้มีคนที่ประสบความสำเร็จมากขึ้นเท่าไหร่ โลกนี้ก็จะเต็มไปด้วยพลังงานแห่งความสุขมากขึ้นเท่านั้น และการที่พวกเขาเห็นคนอื่นสำเร็จ ในสิ่งที่เขาเองยังไม่สำเร็จนั้น พวกเขาจะไม่ริษยา แต่ขอบคุณที่คนเหล่านั้นจะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ตัวเขาเองประสบความสำเร็จในวันข้างหน้าเช่นเดียวกัน!
11. ไม่เคยละเลยคนที่เขารัก
พวกเขารู้ว่า การงานสำคัญ แต่ไม่สำคัญเท่าคนที่เขารัก ทั้งครอบครัว คนรัก และตัวของคุณเอง เพราะความสำเร็จ จริงๆ แล้วมันเริ่มจากภายใน และความรักความอบอุ่นจากคนใกล้ตัว มันช่วยคุณได้
12. ไม่มองข้าม “ความสนุก”
ถ้าวันๆ ทำงานเหนื่อยตลอดเวลา ชีวิตคุณจะไม่มีอะไรเลย คนพวกนี้รู้ถึงความสำคัญของกิจกรรมที่ทำให้พวกเขาสนุก พักผ่อน เพื่อเติมพลังงานก่อนที่พวกเขาจะกลับไปสู้งานต่ออีกครั้ง
13. ไม่ละเลยสุขภาพ
พวกเขาตระหนักว่า เมื่อมีสุขภาพดี ทุกอย่างจะดีตาม ความคิดจะดี มีพลังงานที่ดี สมองดี ทุกอย่างจะช่วยผลักดันให้การงานของเขาดีตามไปด้วย เพียงเริ่มต้นที่สุขภาพนั่นเอง
14. ไม่ตั้งเป้า ที่ไม่ชัดเจน
คนที่สำเร็จ มักมีเป้าหมายที่ “ชัด” ว่าเขาต้องการอะไรในชีวิต และเมื่อเป้าคุณชัด คุณก็วางแผนการปฏิบัติง่าย และหลังจากนั้น ก็สู้เพื่อให้ถึงเป้าอย่างเดียว อย่างไม่ย่อท้อ และไม่วอกแวกหลงทาง นอกจากนี้ การมีเป้าที่ชัด มันทำให้คุณประเมินได้ง่ายว่า ตอนนี้คุณเดินมาจนถึงจุดไหนแล้ว และอีกไกลมั้ย ที่คุณจะไปถึงเป้าของคุณนั่นเอง
15. ไม่ดีแต่พูด พูดจริงทำจริง
คนพวกนี้ พูดอะไร ก็ทำอย่างนั้น และต้องทำให้สำเร็จด้วย เพราะพวกเขาต้องการให้ทุกคนรู้ว่า เขาเป็นคนที่น่าเชื่อถือ พึ่งพาได้ หากคิดจะทำอะไรแล้ว ก็ลงมือทำอย่างตั้งใจ
16. ไม่ปล่อยให้ตัวเองตกเป็นเหยื่อ
คนเหล่านี้จะไม่ยอมให้ตนเองตกเป็นเหยื่อของการกระทำของคนอื่น พวกเขาจะหาวิธีที่จะปลดปล่อยตัวเองเป็นอิสระต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่พวกเขาจะไม่เจ้าคิดเจ้าแค้น พวกเขาจะให้อภัยและปล่อยวาง เพราะนั่นคือวิธีที่ทำให้พวกเขามีความสุขได้นั่นเอง
17. ไม่จมกับอดีต
คนที่ประสบความสำเร็จจะไม่จมกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เขาคิดว่าถ้าอยู่กับอดีต คุณจะไม่มีทางใช้ชีวิตคุ้มค่าได้ในปัจจุบัน ยิ่งถ้าคุณมีอดีตที่เจ็บปวดด้วยแล้ว สิ่งที่คุณจะได้มาคือ พลังงานในแง่ลบที่จะทำให้คุณไม่มีทางมีความสุขในปัจจุบันได้เลย
18. ไม่ต่อต้าน การเปลี่ยนแปลง
แผนการต่างๆ กลยุทธ์ แทคติก หากเวลาเปลี่ยน อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ และพวกเขาจะยอมรับมัน ไม่หงุดหงิด ไม่ต่อต้าน แต่จะปรับเปลี่ยนไปตามนั้น เพราะเขาไม่เชื่อว่า มีหนทางสู่ความสำเร็จเพียงทางเดียว
19. ไม่หยุดที่จะเรียนรู้
ไม่ว่าคนเหล่านี้จะอายุเพิ่มขึ้นแค่ไหน เขาจะอยากเรียนรู้ตลอดเวลา เพราะเขาเชื่อว่า ไม่มีใครที่เก่งไปทุกอย่าง แรงบันดาลใจอาจจะเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ มาจากใครก็ได้ เพราะฉะนั้นเขาจะไม่เคยทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว แต่เปิดรับการเรียนรู้ใหม่ๆ เสมอ
20. ไม่เคยจบทุกวันโดยปราศจากการขอบคุณ
ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเล็กน้อยแค่ไหน แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ดีขึ้นกับเขา เขาจะซาบซึ้งในสิ่งที่เกิดขึ้น และการทำแบบนี้ การรู็สึกขอบคุณในสิ่งดีๆ รายวันที่เกิดขึ้นกับคุณก่อนนอน มันจะทำให้คุณรู้สึกดี และทำให้วันรุ่งขึ้น คุณตื่นมาอย่างมีความสุขและพร้อมสำหรับวันต่อไปมากๆ เลยทีเดียวล่ะ
H/T: Lifehack
FACEBOOKTWITTERE-MAIL

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ทำไมถึงต้องซื้อประกัน

เคยสงสัยไหม  ทำไม คนรวยแสนรวยถึงซื้อประกัน หรือ คนจนแสนจนยังกระเสือกกระสนเจียดเงินมาซื้อประกัน ?มาดูเหตุผลกันครับ



  • มีใครบ้างไหมที่แบ่งเงินไว้เผื่อเจ็บป่วย  น้อยมาก ถ้าเก็บไว้รู้ไหมว่าจะเก็บเท่าไหร่ เพราะเราไม่รู้เลยว่าจะป่วยด้วยโรคอะไร ป่วยกี่คน จะได้เงินมากเท่าไหร่ สมมุติเก็บ หนึ่งล้าน หากป่วยหมอเรียกค่ารักษา หนึ่งแสนบาท คุณจ่ายหนึ่งแสน หมอเรียก หนึ่งล้าน คุณจ่ายหนึ่งล้านบาท  ดีไหม ถ้าหมอเรียกเก็บหนึ่งล้าน ประกันจ่ายจ่ายให้ ห้าถึงสิบเปอร์เซ็น ของเงินที่จะมีให้กับหมอ ไม่ต้องใช้เงินทั้งหมดที่คุณหามาได้ ?
  • แก่ชรามีเงินใช้ เก็บเองก็เก็บได้ เป็นคนเก็บเงินเก่ง  สำคัญ คุณต้องมีระเบียบ  ประการที่สอง คุณต้องไม่ถอนเลย  ประการที่สามคุณต้องไม่พิการก่อน ห้ามได้หรือป่าว  เงินฝากหยุด เมื่อพิการ  ดีกว่าไม ถ้าพิการมีคนฝากให้จนจบ ถ้าไม่พิการมีบัญชีไหนไหมที่ฝากแล้วไม่เคยถอนเลย 20 ถึง 30 ปี เกษียนแล้วค่อยถอน เห็นด้วยไหมว่า ธนาคารเป็นที่พักเงินมิใช่ที่ออมเงิน
  • จากไปเป็นทุนการศึกษา พ่อแม่ทุกคนบอกลูกว่ารักลูกจากหัวใจ  พ่อแม่ทุกครั้งที่บอกรักลูก หากไม่มีประกันชีวิต ถามจริงรักลูกเท่าชีวิตลูก หรือรักตราบที่ชีวิตคุณยังอยู่
  • ประกันชีวิตทันสมัยตลอดเวลา แม้เศรษฐกิจจะแย่

นิสัยที่คนประสบความสำเร็จควรปฏิเสธ

20 นิสัยที่คนประสบความสำเร็จ “ปฏิเสธ” ที่จะมีเด็ดขาด!!
SHARETWEETEMAIL
KIITDOO in Life Hacks January 22, 2016
LIKE KIITDOO ON FACEBOOK
คนที่ประสบความสำเร็จนั้น เขาใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมาย นิสัยของเขาจะเป็นนิสัยที่เกื้อหนุนการใช้ชีวิตเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ พวกเขาจะเป็นคนมีหลักการ และการเลือกที่จะมีชีวิตแบบที่เขาเลือกนั้น ก็จะนำพาพวกเขาสู่ถนนแห่งความสำเร็จ วันนี้เราขอเอา 20 นิสัยที่ คนที่ประสบความสำเร็จ “ปฏิเสธ” ที่จะมีอย่างเด็ดขาดมาฝากกัน!
1. ไม่ให้คำนิยามความสำเร็จจาก “เงิน”
คนที่ประสบความสำเร็จส่วนมาก ให้คำนิยาม “ความสำเร็จ” คือความสุข ความสงบ การได้ช่วยเหลือคนอื่น ส่วนเงินทองและความมั่งคั่งนั้น มีเพียงแค่ซื้อความสบาย และเปิดโอกาสให้กับพวกเขามากขึ้นนั้น แต่นั่นแหละ พวกเขาตระหนักว่า “เงิน” อย่างเดียวไม่สามารถหาซื้อ “ความสุข” ในชีวิตได้หรอก
2. ไม่เร่ิมต้นวัน โดยไม่วางแผน
ไม่ใช่แค่การวางแผนระยะสั้นและระยะยาวเท่านั้น แต่คนพวกนี้วางแผนกันเป็น “รายวัน” ว่าในวันหนึ่งๆ มีอะไรที่พวกเขาต้องทำให้ “สำเร็จ” บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งที่เรียกว่า “Golden Hour” ซึ่งเป็น 1 ชั่วโมงแรกหลังจากตื่น ที่เป็นเวลาที่สดชื่น ที่เหมาะมากในการวางแผนว่าทั้งวันนี้ของเขา ต้องทำอะไรบ้าง!
3. ความสมบูรณ์แบบ ไม่ใช่ เป้าหมาย
คนที่ประสบความสำเร็จ จะคิดว่า มันเป็นเรื่องเสียเวลา และเปลืองพลังงานมาก ที่จะโฟกัสไปที่ “ความสมบูรณ์แบบ” เพราะนั่นหมายถึง คุณต้องมาหาจุดบกพร่องทุกจุด เพื่อแก้มันให้สมบูรณ์แบบ แต่สิ่งที่เขามุ่งมั่นคือ ทักษะของพวกเขาที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จากการสำเร็จในแต่ละเป้าหมายๆ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่น่าภูมิใจที่สุดแล้ว ที่รู้ว่าพวกเขาไม่ได้อยู่กับที่ แต่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง
4. ไม่สุงสิงกับคนมองโลกในแง่ลบ
คนที่มองโลกในแง่ร้าย คนขี้บ่นในทุกเรื่อง คนที่ผัดวันประกันพรุ่ง คนที่ชอบแก้ตัว พวกนี้ คนที่ประสบความสำเร็จจะไม่สุงสิงด้วยเด็ดขาด เพราะยิ่งอยู่ใกล้ ก็ยิ่งเป็นการได้รับพลังงานลบถ่ายทอดมา แต่พวกเขาชอบอยู่ใกล้คนที่จะคอยให้แรงบันดาลใจกับเขามากกว่า!
5. ไม่มองเรื่องยากๆ หรือปัญหาในแง่ลบ
คนที่ประสบความสำเร็จ เมื่อเจอเรื่องยากๆ ปัญหายากๆ สิ่งที่เขาจะคิดคือ พวกเขาเอาชนะมาแล้วหลายปัญหาในอดีต เพราะฉะนั้น อันที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาตอนนี้ ก็ต้องเอาชนะมันไปให้ได้ และนั่นคือประสบการณ์ที่จะทำให้พวกเขาเก่งขึ้นๆ ยิ่งเข้าไปอีก
6. ไม่จมอยู่กับความล้มเหลว
คนเหล่านี้มอง “ความล้มเหลว” คือส่วนหนึ่งของการเติบโต พวกเขาเห็นเป็นโอกาสที่พวกเขาจะได้เรียนรู้ เพื่อก้าวไปข้างหน้า เพราะพวกเขาเชื่อว่า ไม่ว่าเราจะล้มอีกกี่ครั้ง ทุกครั้งที่ลุกขึ้นมาใหม่ คุณจะแข็งแกร่งกว่าเดิม!
7. ไม่จมอยู่กับปัญหา
ถ้าวันๆ ใช้ชีวิตจมอยู่กับปัญหา คุณจะไม่ได้อะไรเลยนอกจากความเครียด และนั่นคือช่องทางที่จะเจอปัญหาในชีวิตเพิ่มอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น แทนที่จะโฟกัสกับตัวปัญหา เปลี่ยนไปโฟกัสที่การกระทำของคุณที่ทำให้สถานการณ์มันค่อยๆ ดีขึ้นจะดีเสียกว่า เพราะมันจะทำให้คุณค่อยๆ รู้สึกดีขึ้น และนั่นอาจจะทำให้คุณคิดวิธีแก้ปัญหาใหม่ๆ ออกเสียด้วยซ้ำ!
8. ไม่เอาสิ่งที่คนอื่นตัดสินคุณมาเป็นสาระสำคัญ
พวกเขาไม่วัดค่าตัวเองจากคำพูด หรือคำตัดสินของคนอื่น พวกเขารู้ค่าของตัวเอง รู้เป้าหมายของตัวเอง รู้หลักการของตัวเอง โดยที่ไม่ต้องให้คนอื่นมารับรองในสิ่งๆ นั้น
9. ไม่ชอบแก้ตัว
หากงานที่เขาทำเกิดปัญหา ไม่ตรงไปตามแผน เขารับผิดชอบทุกอย่าง เขาจะไม่แก้ตัว หรือโทษสิ่งต่างๆ ที่ทำให้งานผิดพลาด พอรับผิดชอบแล้ว พวกเขาก็แก้ไขต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ พวกเขาจะมองอยู่อย่างเดียวคือ ในทุกๆ วัน เป้าหมายแต่ละวันต้องสำเร็จ ไม่ว่าเป้าหมายนั้นจะเล็ก หรือจะใหญ่ก็ตาม
10. ไม่อิจฉา เมื่อเห็นคนอื่นประสบความสำเร็จ
พวกเขาจะมีความเชื่อที่ว่าทุกคนสามารถประสบความสำเร็จได้ทุกคน พวกเขาเชื่อว่า ยิ่งโลกนี้มีคนที่ประสบความสำเร็จมากขึ้นเท่าไหร่ โลกนี้ก็จะเต็มไปด้วยพลังงานแห่งความสุขมากขึ้นเท่านั้น และการที่พวกเขาเห็นคนอื่นสำเร็จ ในสิ่งที่เขาเองยังไม่สำเร็จนั้น พวกเขาจะไม่ริษยา แต่ขอบคุณที่คนเหล่านั้นจะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ตัวเขาเองประสบความสำเร็จในวันข้างหน้าเช่นเดียวกัน!
11. ไม่เคยละเลยคนที่เขารัก
พวกเขารู้ว่า การงานสำคัญ แต่ไม่สำคัญเท่าคนที่เขารัก ทั้งครอบครัว คนรัก และตัวของคุณเอง เพราะความสำเร็จ จริงๆ แล้วมันเริ่มจากภายใน และความรักความอบอุ่นจากคนใกล้ตัว มันช่วยคุณได้
12. ไม่มองข้าม “ความสนุก”
ถ้าวันๆ ทำงานเหนื่อยตลอดเวลา ชีวิตคุณจะไม่มีอะไรเลย คนพวกนี้รู้ถึงความสำคัญของกิจกรรมที่ทำให้พวกเขาสนุก พักผ่อน เพื่อเติมพลังงานก่อนที่พวกเขาจะกลับไปสู้งานต่ออีกครั้ง
13. ไม่ละเลยสุขภาพ
พวกเขาตระหนักว่า เมื่อมีสุขภาพดี ทุกอย่างจะดีตาม ความคิดจะดี มีพลังงานที่ดี สมองดี ทุกอย่างจะช่วยผลักดันให้การงานของเขาดีตามไปด้วย เพียงเริ่มต้นที่สุขภาพนั่นเอง
14. ไม่ตั้งเป้า ที่ไม่ชัดเจน
คนที่สำเร็จ มักมีเป้าหมายที่ “ชัด” ว่าเขาต้องการอะไรในชีวิต และเมื่อเป้าคุณชัด คุณก็วางแผนการปฏิบัติง่าย และหลังจากนั้น ก็สู้เพื่อให้ถึงเป้าอย่างเดียว อย่างไม่ย่อท้อ และไม่วอกแวกหลงทาง นอกจากนี้ การมีเป้าที่ชัด มันทำให้คุณประเมินได้ง่ายว่า ตอนนี้คุณเดินมาจนถึงจุดไหนแล้ว และอีกไกลมั้ย ที่คุณจะไปถึงเป้าของคุณนั่นเอง
15. ไม่ดีแต่พูด พูดจริงทำจริง
คนพวกนี้ พูดอะไร ก็ทำอย่างนั้น และต้องทำให้สำเร็จด้วย เพราะพวกเขาต้องการให้ทุกคนรู้ว่า เขาเป็นคนที่น่าเชื่อถือ พึ่งพาได้ หากคิดจะทำอะไรแล้ว ก็ลงมือทำอย่างตั้งใจ
16. ไม่ปล่อยให้ตัวเองตกเป็นเหยื่อ
คนเหล่านี้จะไม่ยอมให้ตนเองตกเป็นเหยื่อของการกระทำของคนอื่น พวกเขาจะหาวิธีที่จะปลดปล่อยตัวเองเป็นอิสระต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่พวกเขาจะไม่เจ้าคิดเจ้าแค้น พวกเขาจะให้อภัยและปล่อยวาง เพราะนั่นคือวิธีที่ทำให้พวกเขามีความสุขได้นั่นเอง
17. ไม่จมกับอดีต
คนที่ประสบความสำเร็จจะไม่จมกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เขาคิดว่าถ้าอยู่กับอดีต คุณจะไม่มีทางใช้ชีวิตคุ้มค่าได้ในปัจจุบัน ยิ่งถ้าคุณมีอดีตที่เจ็บปวดด้วยแล้ว สิ่งที่คุณจะได้มาคือ พลังงานในแง่ลบที่จะทำให้คุณไม่มีทางมีความสุขในปัจจุบันได้เลย
18. ไม่ต่อต้าน การเปลี่ยนแปลง
แผนการต่างๆ กลยุทธ์ แทคติก หากเวลาเปลี่ยน อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ และพวกเขาจะยอมรับมัน ไม่หงุดหงิด ไม่ต่อต้าน แต่จะปรับเปลี่ยนไปตามนั้น เพราะเขาไม่เชื่อว่า มีหนทางสู่ความสำเร็จเพียงทางเดียว
19. ไม่หยุดที่จะเรียนรู้
ไม่ว่าคนเหล่านี้จะอายุเพิ่มขึ้นแค่ไหน เขาจะอยากเรียนรู้ตลอดเวลา เพราะเขาเชื่อว่า ไม่มีใครที่เก่งไปทุกอย่าง แรงบันดาลใจอาจจะเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ มาจากใครก็ได้ เพราะฉะนั้นเขาจะไม่เคยทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว แต่เปิดรับการเรียนรู้ใหม่ๆ เสมอ
20. ไม่เคยจบทุกวันโดยปราศจากการขอบคุณ
ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเล็กน้อยแค่ไหน แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ดีขึ้นกับเขา เขาจะซาบซึ้งในสิ่งที่เกิดขึ้น และการทำแบบนี้ การรู็สึกขอบคุณในสิ่งดีๆ รายวันที่เกิดขึ้นกับคุณก่อนนอน มันจะทำให้คุณรู้สึกดี และทำให้วันรุ่งขึ้น คุณตื่นมาอย่างมีความสุขและพร้อมสำหรับวันต่อไปมากๆ เลยทีเดียวล่ะ
H/T: Lifehack
FACEBOOKTWITTERE-MAIL

วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เทคนิคการเลี้ยงลูกอย่างสร้างสรรค์ บทที่ 1






"การเลี้ยงลูกต้องรู้จักควบคุมอารมณ์เพราะเด็กเองมีวุฒิภาวะที่เข้าใจในระดับหนึ่ง เราเป็นผู้ใหญ่จะคาดหวังอะไรกับเด็กมากไม่ได้ ต้องรู้จักการควบคุมตัวเอง สอนลูกด้วยเหตุผล ว่าทำไมต้องทำอย่างนั้น อธิบายให้เขาเข้าใจ อย่าใส่อารมณ์ วัยของเขาเป็นวัยแห่งการเรียนรู้  เขาไม่ได้เชื่อฟังเราตลอดเวลา บางครั้งก็ดื้อ บางครั้งก็น่ารัก วันไหนน่ารักก็รู้สึกว่าลูกเราน่ารัก วันไหนดื้อก็ต้องนำมานั่งคุยนั่งสอนกัน ไม่อย่างนั้นก็ปล่อยไปเรื่อย ๆ เขาอาจเป็นเด็กนิสัยไม่ดีได้"

วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2559

การบริหารคนให้เก่ง



การทำงานในองค์กร ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ถ้าใช้ความจริงใจ และยึดหลัก  Love  Theory

  ใช้ความรัก  ความจริงใจในการสร้างคน ทำผิดต้องตักเตือนด้วยความรัก  รักแบบเพื่อน แบบน้อง

 แบบลูก  และปราศจากอคติ  จะทำให้เกิดความเข้าใจ เกิดพลัง และความกระตือรือร้นในการเรียนรู้

ทำให้ปัญหาการทำงานลดลงไป เพราะปัญหาส่วนใหญ่มาจากคนเรายึดอารมณ์ ทำให้จบไม่ดี 

ความสัมพันธ์ไม่ดี นอกจากนี้ ยังนำตัวเราเป็นแบบอย่าง  เช่น การควบคุมอารมณ์

 เมื่อโกรธ ต้องควบคุม เป็นที่ปรึกษาให้กับทุกคนได้

ความคิดกำหนดชะตาชีวิต



>> คนเราจะประสบความสำเร็จได้ วิธีคิดเป็นสิ่งที่สำคัญ<<

 คิดเล็กได้เล็ก คิดใหญ่ได้ใหญ่ อยากได้สิ่งใดต้องรู้จักคิด และหาความรู้กับสิ่งนั้น

  อยากเป็นนักปราชญ์ ก็ต้องพูดคุยกับนักปราชญ์เยอะ ๆ  

อยากเป็นคนรวย ต้องพูดคุยกับคนรวยบ่อย ๆ  จะได้รู้จักว่าเขาทำกันอย่างไร

 คนเราจะประสบความสำเร็จต่างกัน เพราะมีวิธีคิดที่ต่างกัน 

 พยายามหาเวลาฟังกับคนที่ประสบความสำเร็จในด้านต่าง ๆ จะได้ไม่เสียเวลามาคิดเริ่มต้นใหม่


หาลูกค้าเรื่องง่ายๆ

การหาลูกค้าสำหรับตัวแทนใหม่นั้นอาจเป็นเรื่องยาก แต่สำหรับตัวแทนรุ่นเก๋านั้น เป็นเรื่องง่ายเสมอ มาดูกันครับเทคนิคที่รุ่นพี่ทำกัน เป็นฝ่ายร...