ชอบมาก รถไฟ...ชีวิต !!!!
อ่านแล้วอ่านอีกไม่เบื่อ
เตือนสติ เตือนตน
และคนรอบข้าง
ชีวิตเหมือนกับการเดินทางโดยสารรถไฟ... มีสถานีต่างๆ... มีการเปลี่ยนเส้นทาง... มีกระทั่งอุบัติเหตุ......
เราขึ้นรถไฟขบวนนี้ตอนเราถือกำเนิด.... พ่อแม่ คือคนที่ตีตั๋วให้เรา...
เราเชื่อว่าท่านจะเดินทางด้วยรถขบวนนี้ กับเราตลอดไป....
แต่แล้ว..ที่สถานีใด สถานีหนึ่ง
ท่านทั้งสองก็ต้องลงรถจากไป... ปล่อยเราไว้เพียงลำพังกับการเดินทางนี้....
วันเวลาผ่านไป... จะมีผู้โดยสารอื่นๆขึ้นรถ มาเรื่อยๆ... หลายคนจะเป็นคนที่เรารัก และผูกพัน.. เป็นพี่เป็นน้อง.. เป็นเพื่อน.. เป็นลูกเป็นหลาน หรือกระทั่งเป็นที่รัก แห่งชีวิตของเรา....
หลายคนลงรถไปกลางทาง... ทิ้งไว้แค่ความทรงจำความอ้างว้างและคิดถึงอันถาวรในชีวิตเรา..
หลายคนจากไป... อย่างที่เราไม่ทันได้ สังเกตด้วยซ้ำว่า... เขาลุกจากที่นั่ง และลงรถไฟไปแล้ว !
การเดินทางโดยรถไฟชีวิตขบวนนี้ จึงเต็มไป ด้วยความรื่นรมย์... ความโศกเศร้า... ความมหัศจรรย์...ความสมหวัง... คำสวัสดี...คำอำลา... และคำอวยพรให้โชคดี
การเดินทางที่ดีที่สุด คือ การได้ช่วยเหลือ... ได้รัก...ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อน ผู้โดยสารทุกคน ...จงแน่ใจว่าเราได้ให้ สิ่งที่ดีที่สุด เพื่อให้การเดินทางของพวกเขา มีความราบรื่นและสะดวกสบาย
ความน่าพิศวงของการเดินทางอันวิเศษยอดเยี่ยมนี้คือ... ตัวเราเองก็ไม่รู้ล่วงหน้า ว่าเราจะต้องลงจากรถไฟที่สถานีไหน.....
ฉะนั้น...เราต้องมีชีวิตให้แจ๋วที่สุด...ปรับปรุงตัวเอง...รู้จักลืม...รู้จักอภัย...ให้สิ่งดีที่สุด ที่เรามีแก่คนรอบข้าง
สำคัญเหลือเกิน ที่เราควรทำอย่างนี้...
เพราะเมื่อถึงเวลาที่เราต้องลุกจากที่นั่ง..เพื่อลงจากรถไฟไป เราจะได้ทิ้งความทรงจำ ที่สวยงามไว้แก่ผู้คน ที่ต้องเดินทาง โดยสาร รถไฟขบวนชีวิตนี้ต่อไป
ขอบคุณมากๆ ที่มาเป็นผู้โดยสารคนหนึ่ง ในขบวนรถไฟชีวิต ของกันและกัน
ขอให้ผู้ร่วมทางทุกท่านพบพานแต่ความรื่นรมย์ในการเดินทางบนขบวนรถไฟสายชีวิต... ที่ครั้งหนึ่ง ช่วงเวลาหนึ่ง ณ สถานีใด สถานีหนึ่ง เรามีโอกาสได้เดินทาง ร่วมกัน
ช่วย Share ต่อให้คนที่คุณรักนะ
วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2558
วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2557
กฏของศูนย์ 30 ข้อ
กฎของศูนย์ 30 ข้อ
1 มีแผนการแต่ไม่ได้ทำ = ศูนย์
2. มีโอกาสแต่ไม่รักษา = ศูนย์
3. มีลงมือทำแต่ไม่สำเร็จ = ศูนย์
4. มีคุณค่าแต่ไม่แสดง = ศูนย์
5. มีก้าวหน้าแต่ไม่มีความอดทน = ศูนย์
6. มีหน้าที่แต่ไม่สื่อสาร = ศูนย์
7. มีศักยภาพแต่ไม่สำแดง = ศูนย์
8. มีสร้างสรรค์แต่ไม่ผลักดัน = ศูนย์
9. มีความรู้แต่ไม่รู้จักใช้ = ศูนย์
10. มีเป้าหมายแต่ไม่กล้า = ศูนย์
11. มีเวทีแต่ไม่ทำอย่างเต็มที่ = ศูนย์
12. มีอุทิศให้แต่ไร้ประโยชน์ = ศูนย์
13. มีหลักการแต่ไม่ยืนหยัด = ศูนย์
14. มีอุดมการณ์แต่ไม่ยาวนาน = ศูนย์
15. มีความกระตือรือร้นแต่ไร้จุดหมาย = ศูนย์
16. มีความเด็ดขาดแต่ไม่มีความแน่วแน่ = ศูนย์
17. มีไอเดียแต่ไม่การกระทำ = ศูนย์
18. มีน้ำใจแต่ไร้ความอ่อนน้อม = ศูนย์
19. มีแต่ออกคำสั่งแต่ไม่ร่วมทำ = ศูนย์
20. มีวิธีแต่ไม่กระทำ = ศูนย์
21. มีกระทำแต่ไม่มีประสิทธิภาพ = ศูนย์
22. มีตลาดแต่ไม่ปรับกลยุทธ์ = ศูนย์
23. มีงานทำแต่ขาดคุณภาพ = ศูนย์
24. มีมาตรฐานแต่ขาดการตรวจสอบ = ศูนย์
25. มีผลงานแต่ขาดกำลังใจ = ศูนย์
26. มีระบบแต่ไม่ใช้ = ศูนย์
27. มีแผนงานแต่ขาดการประเมิน = ศูนย์
28. มีทีมแต่ไม่ให้ความร่วมมือ = ศูนย์
29. มีสายตาแหลมคมแต่มองไม่เห็น = ศูนย์
30. มีปัญหาแต่ไม่แก้ไข = ศูนย์
1 มีแผนการแต่ไม่ได้ทำ = ศูนย์
2. มีโอกาสแต่ไม่รักษา = ศูนย์
3. มีลงมือทำแต่ไม่สำเร็จ = ศูนย์
4. มีคุณค่าแต่ไม่แสดง = ศูนย์
5. มีก้าวหน้าแต่ไม่มีความอดทน = ศูนย์
6. มีหน้าที่แต่ไม่สื่อสาร = ศูนย์
7. มีศักยภาพแต่ไม่สำแดง = ศูนย์
8. มีสร้างสรรค์แต่ไม่ผลักดัน = ศูนย์
9. มีความรู้แต่ไม่รู้จักใช้ = ศูนย์
10. มีเป้าหมายแต่ไม่กล้า = ศูนย์
11. มีเวทีแต่ไม่ทำอย่างเต็มที่ = ศูนย์
12. มีอุทิศให้แต่ไร้ประโยชน์ = ศูนย์
13. มีหลักการแต่ไม่ยืนหยัด = ศูนย์
14. มีอุดมการณ์แต่ไม่ยาวนาน = ศูนย์
15. มีความกระตือรือร้นแต่ไร้จุดหมาย = ศูนย์
16. มีความเด็ดขาดแต่ไม่มีความแน่วแน่ = ศูนย์
17. มีไอเดียแต่ไม่การกระทำ = ศูนย์
18. มีน้ำใจแต่ไร้ความอ่อนน้อม = ศูนย์
19. มีแต่ออกคำสั่งแต่ไม่ร่วมทำ = ศูนย์
20. มีวิธีแต่ไม่กระทำ = ศูนย์
21. มีกระทำแต่ไม่มีประสิทธิภาพ = ศูนย์
22. มีตลาดแต่ไม่ปรับกลยุทธ์ = ศูนย์
23. มีงานทำแต่ขาดคุณภาพ = ศูนย์
24. มีมาตรฐานแต่ขาดการตรวจสอบ = ศูนย์
25. มีผลงานแต่ขาดกำลังใจ = ศูนย์
26. มีระบบแต่ไม่ใช้ = ศูนย์
27. มีแผนงานแต่ขาดการประเมิน = ศูนย์
28. มีทีมแต่ไม่ให้ความร่วมมือ = ศูนย์
29. มีสายตาแหลมคมแต่มองไม่เห็น = ศูนย์
30. มีปัญหาแต่ไม่แก้ไข = ศูนย์
เทคนิคกำลังใจเพื่อเงินล้าน
วิธีง่าย ๆ ประกาศเจตจำนง เพื่อเงินล้าน
กำมือขวามาวางที่หัวใจที่ลดความกลัว
ประกาศไปเลย
1.ฉันลงมือทำทั้ง ๆ ที่กลัว
2.ฉันลงมือทำทั้ง ๆ ที่กังวล
3.ฉันลงมือทำทั้ง ๆ กังขา
4.ฉันลงมือทำทั้ง ๆ ที่ไม่สะดวก
5.ฉันลงมือทำทั้ง ๆที่ อึดอัด
6.ฉันลงมือทำทั้ง ๆ ที่ไม่มีอารมณ์อารมณ์อยากทำ
เอามือแตะศีรษะแล้วพูดว่า ฉันมีสมองเงินล้าน
กำมือขวามาวางที่หัวใจที่ลดความกลัว
ประกาศไปเลย
1.ฉันลงมือทำทั้ง ๆ ที่กลัว
2.ฉันลงมือทำทั้ง ๆ ที่กังวล
3.ฉันลงมือทำทั้ง ๆ กังขา
4.ฉันลงมือทำทั้ง ๆ ที่ไม่สะดวก
5.ฉันลงมือทำทั้ง ๆที่ อึดอัด
6.ฉันลงมือทำทั้ง ๆ ที่ไม่มีอารมณ์อารมณ์อยากทำ
เอามือแตะศีรษะแล้วพูดว่า ฉันมีสมองเงินล้าน
วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2557
นิทานเรื่องขอทาน
ฝากด้วยนะครับ
นิทานเซ็น
กาลครั้งหนึ่ง มีขอทานคนหนึ่งออกขอทานทุกวัน
เขาอยากจะมีชีวิตเหมือนคนปกติ
เพราะฉะนั้น เขาจึงมักจะขอทานเสบียงกรังและตุนไว้
นิทานเซ็น
กาลครั้งหนึ่ง มีขอทานคนหนึ่งออกขอทานทุกวัน
เขาอยากจะมีชีวิตเหมือนคนปกติ
เพราะฉะนั้น เขาจึงมักจะขอทานเสบียงกรังและตุนไว้
แต่ว่าเขากักตุนเสบียงมาหลายปี
ยุ้งฉางของเขาก็มีเพียงข้าวสารนิดหน่อย
เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเป็นเช่นนั้น
เพราะฉะนั้นเขาจึงตัดสินใจค้นหาสาเหตุ
ยุ้งฉางของเขาก็มีเพียงข้าวสารนิดหน่อย
เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเป็นเช่นนั้น
เพราะฉะนั้นเขาจึงตัดสินใจค้นหาสาเหตุ
คืนวันหนึ่ง
เขาแอบอยู่มุมหนึ่งของบ้านและจ้องไปที่เสบียง
ในที่สุด เขาเห็นหนูตัวใหญ่มาขโมยกินเสบียงของเขา
เขาโกรธมาก
เขาแอบอยู่มุมหนึ่งของบ้านและจ้องไปที่เสบียง
ในที่สุด เขาเห็นหนูตัวใหญ่มาขโมยกินเสบียงของเขา
เขาโกรธมาก
จึงตะโกนไปที่เจ้าหนูว่า
"บ้านคนรวยมีอาหารเยอะแยะ แกทำไมไม่ไปกิน
ทำไมเจาะจงมากินอาหารข้าที่กักตุนมาด้วยความลำบาก"
"บ้านคนรวยมีอาหารเยอะแยะ แกทำไมไม่ไปกิน
ทำไมเจาะจงมากินอาหารข้าที่กักตุนมาด้วยความลำบาก"
ทันใดนั้น เจ้าหนูพูดขึ้นว่า
"ชะตาของเจ้ามีข้าวสารได้แค่8ส่วน เดินให้ทั่วหล้า ก็ไม่สามารถมีข้าวได้ครบถัง"
"ชะตาของเจ้ามีข้าวสารได้แค่8ส่วน เดินให้ทั่วหล้า ก็ไม่สามารถมีข้าวได้ครบถัง"
ขอทานถามเจ้าหนู
"ทำไมเป็นเช่นนั้น"
"ทำไมเป็นเช่นนั้น"
เจ้าหนูตอบว่า
"ข้าก็ไม่รู้ เจ้าไปถามพระพุทธองค์สิ
"ข้าก็ไม่รู้ เจ้าไปถามพระพุทธองค์สิ
และแล้ว ขอทานจึงตัดสินใจ
จะไปทางทิศตะวันตกเพื่อถามพระพุทธองค์ให้เข้าใจ
ดูซิว่าเหตุผลอันใดถึงมีชะตาชีวิตเช่นนี้
จะไปทางทิศตะวันตกเพื่อถามพระพุทธองค์ให้เข้าใจ
ดูซิว่าเหตุผลอันใดถึงมีชะตาชีวิตเช่นนี้
วันที่สอง เจ้าขอทานก็ออกเดินทาง
เขาขอทานระหว่างทาง เดินทางไปไกลมาก
อยู่มาวันหนึ่ง เขาเดินจนฟ้ามืดถึงจะพบบ้านคนหลังหนึ่ง จึงรีบไปเคาะประตู มีพ่อบ้านเดินออกมาถามว่ามีเรื่องอะไรหรือ เขาบอกขอข้าวกินหน่อย พอดีเศรษฐีเจ้าของบ้านออกมาเห็นเข้า
เลยถามขอทานว่า มืดอย่างนี้แล้วทำไมยังเดินทางอยู่อีก
เขาขอทานระหว่างทาง เดินทางไปไกลมาก
อยู่มาวันหนึ่ง เขาเดินจนฟ้ามืดถึงจะพบบ้านคนหลังหนึ่ง จึงรีบไปเคาะประตู มีพ่อบ้านเดินออกมาถามว่ามีเรื่องอะไรหรือ เขาบอกขอข้าวกินหน่อย พอดีเศรษฐีเจ้าของบ้านออกมาเห็นเข้า
เลยถามขอทานว่า มืดอย่างนี้แล้วทำไมยังเดินทางอยู่อีก
ขอทานจึงเล่าชะตาชีวิตให้เศรษฐีฟัง
บอกว่าจะไปถามเหตุผลกับพระพุทธองค์
เศรษฐีได้ยินดังนั้น รีบเชิญขอทานเข้าไปนั่งในบ้าน
ให้เสบียงกรังและเงินกับเขาจำนวนหนึ่ง
บอกว่าจะไปถามเหตุผลกับพระพุทธองค์
เศรษฐีได้ยินดังนั้น รีบเชิญขอทานเข้าไปนั่งในบ้าน
ให้เสบียงกรังและเงินกับเขาจำนวนหนึ่ง
ขอทานถามว่าทำไมทำเช่นนั้น
เศรษฐีจึงเล่าเหตุผลให้ฟังว่า
ลูกสาวข้าอายุ16แล้ว ยังพูดไม่ได้
ขอร้องให้เจ้าช่วยถามเหตุผลกับพระพุทธองค์ด้วย
เศรษฐีเคยสาบานว่าใครก็ตามที่ทำให้ลูกสาวพูดได้
เขาก็จะให้ลูกสาวแต่งงานกับคนนั้น
เศรษฐีจึงเล่าเหตุผลให้ฟังว่า
ลูกสาวข้าอายุ16แล้ว ยังพูดไม่ได้
ขอร้องให้เจ้าช่วยถามเหตุผลกับพระพุทธองค์ด้วย
เศรษฐีเคยสาบานว่าใครก็ตามที่ทำให้ลูกสาวพูดได้
เขาก็จะให้ลูกสาวแต่งงานกับคนนั้น
ขอทานได้ฟังเช่นนั้น คิดว่าไหนๆก็จะไปหาพระพุทธองค์อยู่แล้ว
เราก็ถือโอกาสช่วยถามให้เขาก็ได้
ขอทานจึงรับปากจะถามให้
เราก็ถือโอกาสช่วยถามให้เขาก็ได้
ขอทานจึงรับปากจะถามให้
ขอทานเดินทางต่อไปผ่านภูเขาลูกแล้วลูกเล่า
เดินถึงเขาลูกหนึ่ง เห็นวัดหนึ่งตั้งอยู่
ก็เลยเข้าไปขอน้ำดื่ม
เห็นพระแก่รูปหนึ่งถือไม้เท้าดีบุก ท่าทางแก่มาก แต่ดูกระฉับกระเฉง
พระชราให้น้ำเขาดื่มและบอกให้เขาพักผ่อนสักครู่
แล้วถามเขาว่าจะไปไหน ขอทานบอกจุดหมายที่จะไป
พระชรารีบจับมือขอทานไว้และพูดว่า ขอร้องเจ้าต้องช่วยถามพระพุทธองค์ให้หน่อย. ข้าเข้าฌานฝึกฝนมา500กว่าปีแล้ว
ตามหลักควรจะขึ้นสวรรค์แล้ว ทำไมยังบินขึ้นไปไม่ได้
เดินถึงเขาลูกหนึ่ง เห็นวัดหนึ่งตั้งอยู่
ก็เลยเข้าไปขอน้ำดื่ม
เห็นพระแก่รูปหนึ่งถือไม้เท้าดีบุก ท่าทางแก่มาก แต่ดูกระฉับกระเฉง
พระชราให้น้ำเขาดื่มและบอกให้เขาพักผ่อนสักครู่
แล้วถามเขาว่าจะไปไหน ขอทานบอกจุดหมายที่จะไป
พระชรารีบจับมือขอทานไว้และพูดว่า ขอร้องเจ้าต้องช่วยถามพระพุทธองค์ให้หน่อย. ข้าเข้าฌานฝึกฝนมา500กว่าปีแล้ว
ตามหลักควรจะขึ้นสวรรค์แล้ว ทำไมยังบินขึ้นไปไม่ได้
ขอทานก็เลยรับปากพระชรา
เดินไปข้างหน้า ผ่านหนทางทั้งห้วยหนองคลองบึง
ขอทานมาถึงริมแม่น้ำสายหนึ่ง ในแม่น้ำไม่มีเรือสักลำ
ขอทานร้อนรนใจ จะทำอย่างไรดี จะข้ามไปยังไง
ขอทานร้องไห้และพูดว่า
หรือว่าชีวิตข้าจะต้องลำบากเช่นนี้หรือ
เดินไปข้างหน้า ผ่านหนทางทั้งห้วยหนองคลองบึง
ขอทานมาถึงริมแม่น้ำสายหนึ่ง ในแม่น้ำไม่มีเรือสักลำ
ขอทานร้อนรนใจ จะทำอย่างไรดี จะข้ามไปยังไง
ขอทานร้องไห้และพูดว่า
หรือว่าชีวิตข้าจะต้องลำบากเช่นนี้หรือ
ทันใดนั้น เต่ายักษ์แก่ตัวหนึ่งโผล่ขึ้นเหนือน้ำ
เต่าแก่พูดภาษาคนได้
ถามขอทานว่ามาร้องไห้ที่นี่ทำไม ขอทานเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง
เต่าแก่พูดกับเขาว่า
ข้าได้เข้าฌานปฏิบัติตนมา1000ปีแล้ว
ตามหลักน่าจะกลายเป็นมังกรบินไปแล้ว ทำไมยังเป็นแค่เต่าแก่ๆตัวหนึ่ง
ถ้าเจ้าไปพบพระพุทธองค์ ช่วยถามให้ข้าด้วย
ข้าก็จะให้เจ้าขี่ข้ามแม่น้ำไปฝั่งตรงข้าม
ขอทานรับปากด้วยความดีใจ
เต่าแก่พูดภาษาคนได้
ถามขอทานว่ามาร้องไห้ที่นี่ทำไม ขอทานเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง
เต่าแก่พูดกับเขาว่า
ข้าได้เข้าฌานปฏิบัติตนมา1000ปีแล้ว
ตามหลักน่าจะกลายเป็นมังกรบินไปแล้ว ทำไมยังเป็นแค่เต่าแก่ๆตัวหนึ่ง
ถ้าเจ้าไปพบพระพุทธองค์ ช่วยถามให้ข้าด้วย
ข้าก็จะให้เจ้าขี่ข้ามแม่น้ำไปฝั่งตรงข้าม
ขอทานรับปากด้วยความดีใจ
ขอทานเดินต่อไปจนจำไม่ได้ว่าอีกกี่วัน
แต่ยังไงก็หาพระพุทธองค์ไม่เจอ
ขอทานชักจะเซ็ง
คิดในใจว่า พระพุทธองค์อยู่ไหนนะ
แดนสุขาวดีน่าจะถึงแล้วนะ
ขอทานเสียใจมาก
ก็เลยหลับไปแบบงุนงง
แต่ยังไงก็หาพระพุทธองค์ไม่เจอ
ขอทานชักจะเซ็ง
คิดในใจว่า พระพุทธองค์อยู่ไหนนะ
แดนสุขาวดีน่าจะถึงแล้วนะ
ขอทานเสียใจมาก
ก็เลยหลับไปแบบงุนงง
พระพุทธองค์ปรากฏองค์ขึ้นแล้ว
ขอทานดีใจมาก
พระพุทธองค์ถามขอทานว่า
เจ้ามาไกลขนาดนี้ น่าจะมีคำถามอะไรที่สำคัญมากใช่ไหม
ใช่เจ้าค่ะ ข้าน้อยจะถามคำถามหลายคำถาม
หวังว่าท่านจะอธิบายให้ข้าน้อยเข้าใจได้
ขอทานดีใจมาก
พระพุทธองค์ถามขอทานว่า
เจ้ามาไกลขนาดนี้ น่าจะมีคำถามอะไรที่สำคัญมากใช่ไหม
ใช่เจ้าค่ะ ข้าน้อยจะถามคำถามหลายคำถาม
หวังว่าท่านจะอธิบายให้ข้าน้อยเข้าใจได้
พระพุทธองค์ตอบว่า ได้สิ แต่มีเงื่อนไขหนึ่งนะ
เจ้าถามได้สูงสุดแค่3คำถามเท่านั้น
เพราะว่าไม่เคยมีใครถามเกิน3คำถามมาก่อนเลย
เจ้าถามได้สูงสุดแค่3คำถามเท่านั้น
เพราะว่าไม่เคยมีใครถามเกิน3คำถามมาก่อนเลย
ขอทานตอบตกลง คิดในใจว่า ข้าจะถามคำถามไหนดี
ขอทานรู้สึกว่าคำถามของตนเองช่างไม่มีความสำคัญเลย
เต่าแก่เข้าฌานมา1000ปีแล้ว ไม่ใช่เรื่องง่าย
คำถามเขาน่าจะลองถามดู
พระชราปฏิบัติมา500ปี ก็ลำบากมาก คำถามเขาก็น่าจะถามดู
ลูกสาวเศรษฐีช่างน่าสงสารนัก พูดไม่ได้แล้วจะแต่งงานได้ยังไง
คำถามของเขาก็น่าจะถามดู
ขอทานรู้สึกว่าคำถามของตนเองช่างไม่มีความสำคัญเลย
เต่าแก่เข้าฌานมา1000ปีแล้ว ไม่ใช่เรื่องง่าย
คำถามเขาน่าจะลองถามดู
พระชราปฏิบัติมา500ปี ก็ลำบากมาก คำถามเขาก็น่าจะถามดู
ลูกสาวเศรษฐีช่างน่าสงสารนัก พูดไม่ได้แล้วจะแต่งงานได้ยังไง
คำถามของเขาก็น่าจะถามดู
และแล้วขอทานจึงไม่ลังเลที่จะถามคำถามที่1
พระพุทธองค์ตอบเขาว่า เต่าแก่ไม่ยอมสละกระดองของมัน ก็เลยไม่สามารถกลายเป็นมังกรได้ ในกระดองของเต่ามีไข่มุกราตรีอยู่24เม็ด
ถ้ามันยอมสละกระดอง มันก็จะกลายเป็นมังกรได้
พระพุทธองค์ตอบเขาว่า เต่าแก่ไม่ยอมสละกระดองของมัน ก็เลยไม่สามารถกลายเป็นมังกรได้ ในกระดองของเต่ามีไข่มุกราตรีอยู่24เม็ด
ถ้ามันยอมสละกระดอง มันก็จะกลายเป็นมังกรได้
คำถามที่2 ท่านตอบว่า
พระชราถือไม้เท้าวิเศษทั้งวัน ในใจพะวงแต่ไม้เท้าว่าเป็นของวิเศษ
ใช้ไม้เท้าเคาะบนพื้น1ที บนพื้นก็จะกลายเป็นธารน้ำใส
ถ้าหากพระชรายอมโยนไม้เท้าทิ้ง เขาก็จะขึ้นสวรรค์ได้แล้ว
พระชราถือไม้เท้าวิเศษทั้งวัน ในใจพะวงแต่ไม้เท้าว่าเป็นของวิเศษ
ใช้ไม้เท้าเคาะบนพื้น1ที บนพื้นก็จะกลายเป็นธารน้ำใส
ถ้าหากพระชรายอมโยนไม้เท้าทิ้ง เขาก็จะขึ้นสวรรค์ได้แล้ว
ขอทานดีใจมาก จึงถามคำถามที่3
ท่านตอบว่า ถ้าเด็กสาวใบ้พบคนที่เธอรัก เธอก็จะพูดได้เอง
/และทันใดนั้นพระพุทธองค์ก็หายไป。
ขอทานรู้สึกว่า ปัญหาของตัวเองก็ไม่มีอะไรสำคัญ
กลับไปขอทานตามเดิมดีกว่า แล้วจึงรีบเดินทางกลับ
ขอทานกลับมาถึงริมแม่น้ำ
เต่าแก่คำนวนว่าขอทานน่าจะมาถึงแล้ว จึงรีบถามว่าพระพุทธองค์ตรัสว่ายังไง
ขอทานพูดว่า เจ้าพาข้าข้ามแม่น้ำไปก่อน ข้าจะเล่าให้ฟัง
เต่าพาขอทานข้ามแม่น้ำไป ขอทานเล่าสาเหตุให้ฟัง เต่าฟังแล้วเข้าใจทันที
จึงถอดกระดองออกยกให้ขอทานและพูดว่า ในนี้มีไข่มุกราตรี24เม็ด
เป็นของที่หาค่ามิได้ สำหรับข้าไม่มีประโยชน์แล้ว ข้าขอยกให้เจ้า
เต่าแก่จึงกลายเป็นมังกร บินหายไป
ขอทานเอาไข่มุกราตรี24เม็ด รีบเดินทางกลับ
ท่านตอบว่า ถ้าเด็กสาวใบ้พบคนที่เธอรัก เธอก็จะพูดได้เอง
/และทันใดนั้นพระพุทธองค์ก็หายไป。
ขอทานรู้สึกว่า ปัญหาของตัวเองก็ไม่มีอะไรสำคัญ
กลับไปขอทานตามเดิมดีกว่า แล้วจึงรีบเดินทางกลับ
ขอทานกลับมาถึงริมแม่น้ำ
เต่าแก่คำนวนว่าขอทานน่าจะมาถึงแล้ว จึงรีบถามว่าพระพุทธองค์ตรัสว่ายังไง
ขอทานพูดว่า เจ้าพาข้าข้ามแม่น้ำไปก่อน ข้าจะเล่าให้ฟัง
เต่าพาขอทานข้ามแม่น้ำไป ขอทานเล่าสาเหตุให้ฟัง เต่าฟังแล้วเข้าใจทันที
จึงถอดกระดองออกยกให้ขอทานและพูดว่า ในนี้มีไข่มุกราตรี24เม็ด
เป็นของที่หาค่ามิได้ สำหรับข้าไม่มีประโยชน์แล้ว ข้าขอยกให้เจ้า
เต่าแก่จึงกลายเป็นมังกร บินหายไป
ขอทานเอาไข่มุกราตรี24เม็ด รีบเดินทางกลับ
มาถึงบนเขาพบกับพระชรา
พระชรารีบถามว่าพระพุทธองค์ท่านตรัสว่าอย่างไร
ขอทานเล่าสาเหตุให้ฟัง พระชราได้ฟังดีใจมาก จึงมอบไม้เท้าวิเศษให้แก่ขอทาน พระชราจึงขี่เมฆบินขึ้นท้องฟ้าหายไป
พระชรารีบถามว่าพระพุทธองค์ท่านตรัสว่าอย่างไร
ขอทานเล่าสาเหตุให้ฟัง พระชราได้ฟังดีใจมาก จึงมอบไม้เท้าวิเศษให้แก่ขอทาน พระชราจึงขี่เมฆบินขึ้นท้องฟ้าหายไป
ขอทานมาถึงหน้าบ้านเศรษฐี
ทันใดนั้น มีหญิงสาววิ่งออกมาและตะโกนเสียงดังว่า
คนที่ไปถามพระพุทธองค์กลับมาแล้ว เศรษฐีก็วิ่งออกมา
เขาตกใจมากที่อยู่ๆลูกสาวเขาก็พูดได้แล้ว
ขอทานถ่ายทอดคำตรัสพระพุทธองค์
เศรษฐีดีใจมาก จึงให้ลูกสาวแต่งงานกับขอทาน
ทันใดนั้น มีหญิงสาววิ่งออกมาและตะโกนเสียงดังว่า
คนที่ไปถามพระพุทธองค์กลับมาแล้ว เศรษฐีก็วิ่งออกมา
เขาตกใจมากที่อยู่ๆลูกสาวเขาก็พูดได้แล้ว
ขอทานถ่ายทอดคำตรัสพระพุทธองค์
เศรษฐีดีใจมาก จึงให้ลูกสาวแต่งงานกับขอทาน
ความสุขที่ให้ออกไป ความสุขก็จะย้อนกลับคืนมา
คิดเผื่อคนอื่น ย่อมจะต้องมีคนคิดถึงคุณ
นี่คือเหตุและผล นี่คือกฏเกณฑ์
คิดเผื่อคนอื่น ย่อมจะต้องมีคนคิดถึงคุณ
นี่คือเหตุและผล นี่คือกฏเกณฑ์
เมื่อท่านอ่านบทความนี้จบ ท่านมี2ทางเลือก
1. ท่านเผยแพร่ออกไปเต็มความสามารถ ทำให้โลกนี้มีความรักเพิ่มขึ้น
2. ท่านสามารถไม่สนใจ เสมือนหนึ่งท่านไม่เคยเห็นมันเลย
การแบ่งปันเล็กๆของท่าน
อาจสามารถส่องสว่างให้แก่ชีวิตคนมากมาย
คนมีความฝันจึงทำให้ยิ่งใหญ่
การกระทำยิ่งทำให้ประสบความสำเร็จ
การเรียนรู้ของท่านทำให้ท่านเปลี่ยนแปลง
ขอให้ท่านกระจายความรักของท่าน
ช่วยให้คนส่วนมากเติบใหญ่ขึ้น
อาจสามารถส่องสว่างให้แก่ชีวิตคนมากมาย
คนมีความฝันจึงทำให้ยิ่งใหญ่
การกระทำยิ่งทำให้ประสบความสำเร็จ
การเรียนรู้ของท่านทำให้ท่านเปลี่ยนแปลง
ขอให้ท่านกระจายความรักของท่าน
ช่วยให้คนส่วนมากเติบใหญ่ขึ้น
ขอบคุณการสนับสนุนของท่าน
ข้าพเจ้าได้เลือกทำข้อที่1แล้ว
ข้าพเจ้าได้เลือกทำข้อที่1แล้ว
วันศุกร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
เทคนิคทำให้สมองไบรท์
“9 เทคนิค ฝึกสมองไบรท์”
1.”จิบน้ำบ่อย ๆ” สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยว ซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ
2.”กินไขมันดี” คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วย ปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น
3.”นั่งสมาธิวันละ 12 นาที ” หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ ( ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน
4.”ใส่ความตั้งใจ” การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้น ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน
5.”หัวเราะและยิ้มบ่อย ๆ” ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ
6.”เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน” สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และสร้างสรรค์ ไปเรื่อย ๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์
7.”ให้อภัยตัวเองทุกวัน” ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง
8.”เขียนบันทึก Graceful Journal” ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดี ๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์
9.”ฝึกหายใจลึก ๆ” สมองใช้ออกชิเจน 20 25 % ของออกชิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึก ๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกชิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนาน ๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่ สามารถหายใจเอาออกชิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 %
วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2556
นิสัยใช้เงิน บอกทางเดินชีวิต
| เชื่อหรือไม่!!! หาเงินได้เท่าไหร่ไม่สำคัญ สำคัญที่ใช้เท่าไหร่ต่างหาก เพราะในแต่ละเดือน เงินจะพอหรือไม่พอ ขึ้นอยู่กับ “นิสัยใช้เงิน” ของแต่ละคน จากจุดเริ่มต้นเดียวกัน แต่นิสัยใช้เงินต่างกัน ทางเดินชีวิตย่อมต่างกัน ขอขอบคุณ TSI |
วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
กลยุทธ์ 10 ประการในการวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ตอนที่ 2)
|
5. การกำหนดแหล่งเงินได้ในต่างประเทศ การกำหนดแหล่งเงินได้ก็คือ กฎหมายไทยกำหนดให้เก็บภาษีทุกชนิดที่มีแหล่งเงินได้ในประเทศไทย ไม่ว่าจะจ่ายเงินได้ดังกล่าวในประเทศไทยหรือไม่ และไม่ว่าผู้มีเงินได้จะอยู่ในประเทศใดก็ตาม เว้นแต่จะเข้ากรณียกเว้นตามอนุสัญญาภาษีซ้อน ในกรณีที่ผู้มีเงินได้มีแหล่งเงินได้นอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการได้จากการทำงาน เงินปันผลก็ดี ขายทรัพย์สินในต่างประเทศก็ดี หรือได้รับรางวัลจากการไปแสดงงานในต่างประเทศก็ดี กฎหมายได้กำหนดไว้ว่า ถ้าหากมีเงินได้ในต่างประเทศและเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย (กล่าวคืออาศัยอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ 180 วันในปีปฏิทิน) จะต้องเสียภาษีจากเงินได้ดังกล่าวก็ต่อเมื่อมีการนำเงินได้เข้ามาในประเทศไทยในปีเดียวกับที่ต้องเสียภาษี กรณีศึกษา: 1. ในปี 2551 ธงไชย ใจดี ได้รับเงินรางวัลจากการแข่งขันกอล์ฟในต่างประเทศ จำนวน 10,000,000 บาท ซึ่งโดยปกติธงไชยจะต้องเสียภาษีในประเทศที่ได้รับเงินได้นั้น สมมติว่าเสียในอัตรา 15% ของเงินได้ หากในปี 2551 ธงไชยอยู่ในประเทศไทยไม่ถึง 180 วัน ธงไชยไม่ต้องนำเงินรางวัลนั้นมาเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทยเลยไม่ว่าธงไชยจะนำเงินรางวัลเข้ามาในประเทศไทยในปีใดก็ตาม แต่หากในปี 2551 ธงไชยอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ 180 วันขึ้นไป และนำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีเดียวกันนั้น ธงไชยยังคงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีในประเทศไทยอีกในอัตราก้าวหน้าสูงสุดถึง 37% ซึ่งรวมแล้วธงไชยจะต้องเสียภาษีสูงถึง 52% แต่ในกรณีที่ประเทศที่ธงไชยได้รับเงินได้มีอายุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทย ธงไชยอาจได้รับสิทธินำภาษีที่เสียในต่างประเทศนั้นนำมาหักเป็นเครดิตภาษีได้ แต่ก็นับว่าภาระภาษีของธงไชยจากเงินรางวัลยังคงสูงอยู่ ดังนั้น ในกรณีนี้ธงไชยจึงไม่ควรนำเงินรางวัลที่ได้รับนั้นเข้ามาในประเทศไทยในปี 2551 เพื่อที่จะได้ไม่มีภาระภาษีในประเทศไทย 2. กรณีนาย ก. ไปลงทุนในบริษัทในต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในต่างประเทศในปี 2551 และบริษัทที่ต่างประเทศได้กำไรประกาศจ่ายเงินปันผลให้นาย ก. หากนาย ก. นำเงินปันผลเข้ามาในปี 2552 นาย ก. จะไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย แต่ถ้านำเข้ามาในปี 2551 นาย ก. ต้องเสียภาษี 6. เลือกเสียภาษีในอัตราต่ำสำหรับเงินได้บางประเภท หลักการวางแผนที่สำคัญข้อหนึ่งที่ผู้เขียนเคยกล่าวไว้ว่า “ที่ใดที่มีอัตราภาษีที่แตกต่างกัน ที่นั่นมีช่องทางในการวางแผนภาษีเสมอ” ด้วยเหตุที่กฎหมายกำหนดให้เงินได้หลายประเภทที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้ว ไม่จำต้องถูกนำไปรวมกับเงินได้อื่น ๆ เพื่อเสียเงินได้ตามปกติ(ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป) ดังนั้น ผู้มีเงินได้ที่ต้องเสียภาษีอัตราก้าวหน้าในอัตราสูง ๆ เช่น 20% - 37% จึงอาจกำหนดประเภทเงินได้ที่ได้รับ โดยสามารถเลือกเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าได้ เช่น เงินได้ที่ได้รับเป็นเงินปันผล กฎหมายให้สิทธิผู้มีเงินได้ที่จะเลือกเสียภาษีในอัตรา 10% เท่ากับภาษีที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่าย หรือจะเลือกนำเงินปันผลนั้นไปขอเครดิตภาษีเงินปันผล ซึ่งผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากการขอเครดิตภาษีเงินปันผลจะต้องเสียภาษีในอัตราต่ำ โดยหลักก็คือ ถ้าหากเงินได้ของผู้มีเงินได้ที่ได้รับนั้น มีรายได้ทุกชนิดรวมตลอดปีภาษีที่ได้รับนั้นต่ำกว่า 4 ล้านบาท แล้ว ผู้มีเงินได้ทุกคนจะขอคืนภาษีจากการเครดิตภาษีคืนเสมอ หรือกำหนดเงินได้ประเภทดอกเบี้ย ไม่ว่าจะเกิดจากการลงทุนโดยการฝากเงินหรือซื้อหุ้นกู้ หรือการให้กู้ยืมเงินแก่บริษัทที่ผู้มีเงินได้เป็นผู้ถือหุ้นและคิดดอกเบี้ยในอัตราตลาด ซึ่งในกรณีการให้กู้ยืมนี้นอกจากบริษัทจะหักดอกเบี้ยเป็นรายจ่ายได้แล้ว ผู้มีเงินได้ยังมีสิทธิเลือกเสียภาษีจากดอกเบี้ยที่ได้รับในอัตรา 15% เท่ากับภาษีที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่ายโดยไม่จำเป็นที่จะต้องนำเงินได้นั้นไปรวมเพื่อเสียภาษี ตามปกติผู้วางแผนจะได้ผลตอบแทน 2 ต่อ ก็คือ หักเป็นรายจ่ายของบริษัทได้และในฐานะเจ้าของกิจการหรือผู้ถือหุ้นก็สามารถได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยซึ่งสูงกว่าอัตราเงินฝากในปัจจุบัน อย่างไรก็ดี การดำเนินงานดังกล่าวจะต้องระวังไม่ให้การประกอบธุรกิจของกรรมการหรือผู้ถือหุ้นเข้าข่ายเป็นการประกอบธุรกิจเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะทำให้ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในอัตรา 3.3% ของรายรับดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืม นอกจากนี้ ยังมีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้โดยมาทางมรดกหรือการให้โดยเสน่หาหรือได้มาโดยมิได้มุ่งค้าหากำไร หากยอมให้หักภาษี ณ ที่จ่าย ก็ไม่ต้องนำไปรวมเงินได้หรือเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานซึ่งกฎหมายให้หักรายจ่ายได้สูง ให้หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยไม่ต้องไปรวมเสียภาษีตอนปลายปี กรณีศึกษา: 1. การเครดิตภาษีเงินปันผล ข้อสมมติฐาน: นางสาวพรหล้ามีเงินเดือน เดือนละ 60,000 บาท ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ เดือนละ 5,000 บาท และได้รับเงินปันผลจากบริษัทที่เสียภาษีในอัตรา 30% ของกำไรสุทธิ เป็นเงิน 80,000 บาท ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 8,000 บาท จากตัวอย่างข้างต้น หากนางสาวพรหล้าเลือกนำเงินปันผลไปขอเครดิตภาษีเงินปันผลจะได้รับคืนภาษี 18,428 บาท มีภาระภาษีที่ต้องเสียจริง 49,572 บาท และมีเงินสดคงเหลือ 750,428 บาท เปรียบเทียบกับกรณีที่เลือกเสียภาษีจากในอัตรา 10% โดยไม่ขอเครดิตภาษี มีภาระภาษีที่ต้องเสียจริง 66,000 บาท มีเงินสดคงเหลือ 734,000 บาท ดังนั้น บริษัทธุรกิจครอบครัวอาจวางแผนโดยจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นได้ หรือบางคนก็กระจายหน่วบภาษี (ทั้งบุคคลธรรมดาหรือคณะบุคคล) ในการกระจายสิทธิรับเงินปันผลเพื่อใช้สิทธิเครดิตเงินปันผลก็ย่อมทำได้ 7. กำหนดประเภทเงินได้ที่ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ผู้วางแผนภาษีควรกำหนดเงินได้ที่ได้รับนั้น ให้อยู่ในเงินได้ประเภทที่ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือถ้าหักก็หักในอัตราต่ำ เพื่อสร้างสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ธุรกิจหรือผู้มีเงินได้ และไม่ต้องไปขอคืนภาษีซึ่งอาจจะถูกตรวจสอบภาษีได้ กรณีศึกษา: 1. การกำหนดความแตกต่างระหว่างสัญญาซื้อขายกับสัญญาจ้างทำของ ซึ่งถ้าหากเป็นสัญญาจ้างทำของต้องถูกหักภาษีในอัตรา 3% และยังมีภาระต้องติดอากรแสตมป์ด้วยในอัตรา 0.1% ของค่าจ้างทั้งหมดตามสัญญา แต่หากเป็นสัญญาซื้อขาย ค่าซื้อขายจะไม่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย และสัญญาซื้อขายไม่ต้องติดอากรแสตมป์ การกำหนดทำสัญญาซื้อขายกับสัญญาจ้างนั้น เป็นการเปลี่ยนประเภทเงินได้จากเงินได้ซื้อขายกับค่าจ้างนั้นสามารถกระทำได้ ถ้าหากคู่สัญญาได้มีการวางแผนอย่างรอบคอบ 2. กรณีที่การจ่ายค่าเช่ารถโดยมีคนขับกับทำสัญญารับค่าขนส่งคนโดยสาร ก็มีความแตกต่างของการหักภาษี ณ ที่จ่ายค่าเช่ารถต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% แต่กับค่าขนส่งหัก 1% รวมทั้งยังได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอีกด้วย สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเรื่องของการกำหนดประเภทเงินได้ให้เหมาะสมและถูกต้องโดยการทำสัญญาและความเป็นจริงทางธุรกิจ 8. กำหนดผลประโยชน์ที่ไม่ได้เป็นตัวเงิน โดยปกติผลประโยชน์ที่ได้รับนั้นแม้จะไม่ใช่ตัวเงินที่ผู้มีเงินได้ได้รับมากโดยตรงแต่ตามหลักถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษี เช่น การให้สวัสดิการแก่พนักงาน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ค่าพาหนะ ค่ารักษาพยาบาล เครื่องแบบพนักงาน หรือการจัดงานปีใหม่ การจัดรถรับส่งพนักงาน การจัดรถผู้บริหาร หรือการให้ส่วนลดแก่พนักงาน การให้ทุนหรือแม้แต่การให้หุ้นแก่พนักงาน เป็นต้น แต่ในบางครั้งการกำหนดผลประโยชน์ที่ไม่ใช่ตัวเงินอาจเข้าลักษณะที่เป็นเงินได้ที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ เช่น เครื่องแบบไม่เกิน 2 ชุด ต่อปี เบี้ยประกันภัยสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยกลุ่มส่วนที่คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลของลูกจ้างที่นายจ้างจ่ายให้ เป็นต้น ซึ่งการให้สิ่งเหล่านี้ต้องไปพิจารณาว่าประเภทใดที่ต้องเป็นเงินได้ ประเภทใดเป็นเงินได้ทีได้รับยกเว้น ประเภทใดเป็นเงินได้ที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เป็นเรื่องที่สำคัญมาก และที่สำคัญที่สุดเมื่อบริษัทจ่ายไปแล้วควรต้องหักเป็นรายจ่ายได้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ควรต้องให้ความสำคัญกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกฎหมายด้วย 9. การตั้งหน่วยภาษีขึ้นใหม่ เนื่องจากการประหยัดภาษีนั้น ผู้เสียภาษีก็ต้องคำนวณว่าตนเองมีรายได้เท่าใด มีรายจ่ายเท่าใด อัตราภาษีเท่าใด การพิจารณาตั้งหน่วยภาษีใหม่ไม่ว่าจะเป็นในฐานะคณะบุคคลหรือบริษัทก็อาจเป็นอีกแนวทางหนึ่งซึ่งใช้ในการวางแผนภาษี เนื่องจากการที่กระจายหน่วยภาษีหลาย ๆ หน่วยนั้น ย่อมเป็นการกระจายภาระภาษีเงินได้และจะทำให้เสียภาษีในอัตราต่ำ นอกจากนี้ ผู้มีเงินได้อาจจะแก้ปัญหาเรื่องของการจัดทำเอกสาร ใบเสร็จรับเงินต่าง ๆ ที่บริษัทไม่สามารถทำธุรกิจกับผู้ค้าบางอย่าง อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ผู้มีเงินได้มีรายได้มากในขณะเดียวกันก็มีรายจ่ายที่สูงพอสมควร การพิจารณาจัดตั้งบริษัทให้เป็นหน่วยภาษีและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ก็จะมีประโยชน์เช่นเดียวกัน ที่สำคัญคือ ต้องระมัดระวังว่า การตั้งคณะบุคคลหรือการกระจายหน่วยภาษีจะต้องเป็นไปตามหลักนิติกรรมสัญญา มีความแท้จริงมีสาระสำคัญกว่ารูปแบบ (Substance over the Form) ไม่ใช่เพียงแค่จัดตั้งคณะบุคคลอย่างเดียว หากเป็นเงินได้จากการบริการก็ต้องมีการให้บริการอย่างแท้จริง และมีหลักฐานสนับสนุนที่สามารถพิสูจน์ถึงการให้บริการหรือการลงทุนได้ กรณีศึกษา: หลักฐานการรับเงินหรือใบเสร็จ เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบกิจการในรูปแบบบริษัทให้ความสำคัญเนื่องจากหากปราศจากสิ่งดังกล่าว อาจส่งผลให้บริษัทไม่สามารถนำรายจ่ายนั้นมาหักในการคำนวณภาษีได้ ทำให้เสียภาษีเพิ่มเติมทั้ง ๆ ที่เป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัทและมีการจ่ายเงินออกไปจริง ผู้เสียภาษีจึงอาจพิจารณาจัดตั้งหน่วยคณะบุคคล หรือเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ แล้วให้คณะบุคคลเป็นผู้ซื้อสินค้าจากคู่ค้าที่ไม่มีหลักฐานการรับเงิน และนำสินค้ามาขายต่อให้กับบริษัทในอัตรากำไรที่มีความเหมาะสม โดยมีการออกใบเสร็จให้ถูกต้อง แม้ว่าคณะบุคคลจะไม่มีใบเสร็จจากคู่ค้า แต่คณะบุคคลสามารถหักค่าใช้จ่ายในอัตราเหมาได้ตามกฎหมาย แต่การมีคณะบุคคลหลายคณะบุคคลมากเกินไปอาจทำให้เกิดปัญหาว่า คณะบุคคลดังกล่าวเป็นหน่วยภาษีจริงหรือตั้งเพื่อหนีภาษี ดังนั้น หลักสาระสำคัญกว่ารูปแบบ (Substance over the Form) ในการวางแผนภาษีอากรจึงมีความสำคัญ 10. ภาษีแต่งงาน กรณีมีคู่สมรส ให้แยกยื่น ต้องยอมรับว่าประมวลรัษฎากรของไทยนั้น กำหนดเงินได้ให้นำเงินได้ไปรวมหรือแยกเพื่อเสียภาษีสำหรับคู่สมรส หากเป็นเงินได้ 40 (1) และ (2) โดยการรวมหรือแยกยื่นนั้น ภาระภาษีก็จะต่างกัน ผู้เขียนคิดว่า ถ้าคู่สมรสมีเงินได้หลายประเภท การยื่นเสียภาษีเงินได้จากการเป็นคู่สมรส ก็ควรจะแยกยื่นจะดีกว่า เพราะสามารถหักค่าลดหย่อน หักค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ในกรณีที่ภรรยามีรายได้อย่างอื่นนอกจากเงินได้จากมาตรา 40 (1) (2) เช่น มีเงินได้จากการให้บริการ เป็นเงินได้จากการแสดงภาพยนตร์ เป็นเงินได้จากการลงทุนอื่น ๆ แล้ว กฎหมายให้นำเงินได้ประเภทอื่น ๆ นำมารวมเป็นเงินได้ของสามีเพิ่มเติม ดังนั้น ถ้าหากสามีต้องเสียภาษีในอัตราสูงอยู่แล้ว การนำเงินได้ของภรรยามารวม ก็จะทำให้เงินได้นั้นอยู่ในอัตราสูง ไม่ว่าจะแยกหรือรวมยื่นอีกต่อไป ดังนั้น หากภรรยามีเงินได้สูงกว่าสามีก็มีเป็นจำนวนมาก ตามกฎหมายจึงไม่สามารถลดภาระภาษีได้ เว้นแต่ว่าภรรยาและสามีนั้นจะสามารถโอนเงินได้เข้าเป็นรูปของนิติบุคคลหรือบริษัทซึ่งจะทำให้ภาระภาษีลดน้อยลงได้ ถ้าหากเปรียบเทียบกรณีศึกษา ก็จะดูได้ว่า ยกตัวอย่างเช่นมีถ้าหากมีภรรยาเป็นดารา ถ้ารู้จักการวางแผนภาษีก็สามารถนำไปนำไปหักภาษีลงไปได้ และภาษีเงินได้ของภรรยาก็ไม่ต้องนำมารวมเป็นเงินได้อย่างอื่น ทำให้ในอัตราสูงมาก ก็อาจเลือกการตั้งบริษัทเป็นหน่วยภาษีรับรายได้แทน บทสรุป กลยุทธ์ 10 ประการเบื้องต้นนั้น เพื่อใช้เป็นข้อคิดเบื้องต้นสำหรับผู้อ่านที่จะนำไปต่อยอด ผู้เขียนมีความเห็นว่าหากผู้อ่านมีโอกาสได้ศึกษาถึงรายละเอียดของละเรื่องก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อตัวผู้อ่านเองในการวางแผนภาษีทางธุรกิจต่อไป โดยผู้อ่านควรหาหนังสือเกี่ยวกับการวางแผนภาษีอากรมาอ่าน (ซึ่งปัจจุบันมีมากหลายเล่ม รวมทั้งหนังสือเล่มใหม่ที่ผู้เขียนกำลังปรับปรุงและจัดพิมพ์อยู่) เพื่อพัฒนา องค์ความรู้ให้ดีต่อไป การวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากับการวางแผนทางการเงินเป็นเรื่องที่แยกกันไม่ออก และผู้มีเงินได้ต้องให้ความสนใจ จากคอลัมน์ Tax Planning โดย กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ นิตยสาร M&W เมษายน 2552 |
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
หาลูกค้าเรื่องง่ายๆ
การหาลูกค้าสำหรับตัวแทนใหม่นั้นอาจเป็นเรื่องยาก แต่สำหรับตัวแทนรุ่นเก๋านั้น เป็นเรื่องง่ายเสมอ มาดูกันครับเทคนิคที่รุ่นพี่ทำกัน เป็นฝ่ายร...
-
นี่เป็นอีกหนึ่ง ตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา ผู้บริหารฝากมาให้ พวกเรา อ่าน ลองอ่านและ ลองนำมาใช้ประโยชน์ในการปรัปเปล...
-
Anthony Robbins มีชื่อเดิมว่า Anthony J. Mahavorick เกิดเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 1960 (2503) ในลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา พ่อแม่ของเขาหย่าข...
-
20 นิสัยที่คนประสบความสำเร็จ “ปฏิเสธ” ที่จะมีเด็ดขาด!! SHARETWEETEMAIL KIITDOO in Life Hacks January 22, 2016 LIKE KIITDOO ON FACEBOOK คน...


