วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

กลยุทธ์ 10 ประการในการวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ตอนที่ 2)



5. การกำหนดแหล่งเงินได้ในต่างประเทศ
การกำหนดแหล่งเงินได้ก็คือ กฎหมายไทยกำหนดให้เก็บภาษีทุกชนิดที่มีแหล่งเงินได้ในประเทศไทย ไม่ว่าจะจ่ายเงินได้ดังกล่าวในประเทศไทยหรือไม่ และไม่ว่าผู้มีเงินได้จะอยู่ในประเทศใดก็ตาม เว้นแต่จะเข้ากรณียกเว้นตามอนุสัญญาภาษีซ้อน ในกรณีที่ผู้มีเงินได้มีแหล่งเงินได้นอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการได้จากการทำงาน เงินปันผลก็ดี ขายทรัพย์สินในต่างประเทศก็ดี หรือได้รับรางวัลจากการไปแสดงงานในต่างประเทศก็ดี กฎหมายได้กำหนดไว้ว่า ถ้าหากมีเงินได้ในต่างประเทศและเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย (กล่าวคืออาศัยอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ 180 วันในปีปฏิทิน) จะต้องเสียภาษีจากเงินได้ดังกล่าวก็ต่อเมื่อมีการนำเงินได้เข้ามาในประเทศไทยในปีเดียวกับที่ต้องเสียภาษี

กรณีศึกษา:

1. ในปี 2551 ธงไชย ใจดี ได้รับเงินรางวัลจากการแข่งขันกอล์ฟในต่างประเทศ จำนวน 10,000,000 บาท ซึ่งโดยปกติธงไชยจะต้องเสียภาษีในประเทศที่ได้รับเงินได้นั้น สมมติว่าเสียในอัตรา 15% ของเงินได้ หากในปี 2551 ธงไชยอยู่ในประเทศไทยไม่ถึง 180 วัน ธงไชยไม่ต้องนำเงินรางวัลนั้นมาเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทยเลยไม่ว่าธงไชยจะนำเงินรางวัลเข้ามาในประเทศไทยในปีใดก็ตาม แต่หากในปี 2551 ธงไชยอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ 180 วันขึ้นไป และนำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีเดียวกันนั้น ธงไชยยังคงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีในประเทศไทยอีกในอัตราก้าวหน้าสูงสุดถึง 37% ซึ่งรวมแล้วธงไชยจะต้องเสียภาษีสูงถึง 52%

แต่ในกรณีที่ประเทศที่ธงไชยได้รับเงินได้มีอายุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทย ธงไชยอาจได้รับสิทธินำภาษีที่เสียในต่างประเทศนั้นนำมาหักเป็นเครดิตภาษีได้ แต่ก็นับว่าภาระภาษีของธงไชยจากเงินรางวัลยังคงสูงอยู่ ดังนั้น ในกรณีนี้ธงไชยจึงไม่ควรนำเงินรางวัลที่ได้รับนั้นเข้ามาในประเทศไทยในปี 2551 เพื่อที่จะได้ไม่มีภาระภาษีในประเทศไทย

2. กรณีนาย ก. ไปลงทุนในบริษัทในต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในต่างประเทศในปี 2551 และบริษัทที่ต่างประเทศได้กำไรประกาศจ่ายเงินปันผลให้นาย ก. หากนาย ก. นำเงินปันผลเข้ามาในปี 2552 นาย ก. จะไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย แต่ถ้านำเข้ามาในปี 2551 นาย ก. ต้องเสียภาษี


6. เลือกเสียภาษีในอัตราต่ำสำหรับเงินได้บางประเภท

หลักการวางแผนที่สำคัญข้อหนึ่งที่ผู้เขียนเคยกล่าวไว้ว่า “ที่ใดที่มีอัตราภาษีที่แตกต่างกัน ที่นั่นมีช่องทางในการวางแผนภาษีเสมอ” ด้วยเหตุที่กฎหมายกำหนดให้เงินได้หลายประเภทที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้ว ไม่จำต้องถูกนำไปรวมกับเงินได้อื่น ๆ เพื่อเสียเงินได้ตามปกติ(ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป) ดังนั้น ผู้มีเงินได้ที่ต้องเสียภาษีอัตราก้าวหน้าในอัตราสูง ๆ เช่น 20% - 37% จึงอาจกำหนดประเภทเงินได้ที่ได้รับ โดยสามารถเลือกเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าได้

เช่น เงินได้ที่ได้รับเป็นเงินปันผล กฎหมายให้สิทธิผู้มีเงินได้ที่จะเลือกเสียภาษีในอัตรา 10% เท่ากับภาษีที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่าย หรือจะเลือกนำเงินปันผลนั้นไปขอเครดิตภาษีเงินปันผล ซึ่งผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากการขอเครดิตภาษีเงินปันผลจะต้องเสียภาษีในอัตราต่ำ

โดยหลักก็คือ ถ้าหากเงินได้ของผู้มีเงินได้ที่ได้รับนั้น มีรายได้ทุกชนิดรวมตลอดปีภาษีที่ได้รับนั้นต่ำกว่า 4 ล้านบาท แล้ว ผู้มีเงินได้ทุกคนจะขอคืนภาษีจากการเครดิตภาษีคืนเสมอ หรือกำหนดเงินได้ประเภทดอกเบี้ย ไม่ว่าจะเกิดจากการลงทุนโดยการฝากเงินหรือซื้อหุ้นกู้ หรือการให้กู้ยืมเงินแก่บริษัทที่ผู้มีเงินได้เป็นผู้ถือหุ้นและคิดดอกเบี้ยในอัตราตลาด ซึ่งในกรณีการให้กู้ยืมนี้นอกจากบริษัทจะหักดอกเบี้ยเป็นรายจ่ายได้แล้ว ผู้มีเงินได้ยังมีสิทธิเลือกเสียภาษีจากดอกเบี้ยที่ได้รับในอัตรา 15% เท่ากับภาษีที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่ายโดยไม่จำเป็นที่จะต้องนำเงินได้นั้นไปรวมเพื่อเสียภาษี

ตามปกติผู้วางแผนจะได้ผลตอบแทน 2 ต่อ ก็คือ หักเป็นรายจ่ายของบริษัทได้และในฐานะเจ้าของกิจการหรือผู้ถือหุ้นก็สามารถได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยซึ่งสูงกว่าอัตราเงินฝากในปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี การดำเนินงานดังกล่าวจะต้องระวังไม่ให้การประกอบธุรกิจของกรรมการหรือผู้ถือหุ้นเข้าข่ายเป็นการประกอบธุรกิจเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะทำให้ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในอัตรา 3.3% ของรายรับดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืม

นอกจากนี้ ยังมีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้โดยมาทางมรดกหรือการให้โดยเสน่หาหรือได้มาโดยมิได้มุ่งค้าหากำไร หากยอมให้หักภาษี ณ ที่จ่าย ก็ไม่ต้องนำไปรวมเงินได้หรือเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานซึ่งกฎหมายให้หักรายจ่ายได้สูง ให้หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยไม่ต้องไปรวมเสียภาษีตอนปลายปี

กรณีศึกษา:

1. การเครดิตภาษีเงินปันผล
ข้อสมมติฐาน: นางสาวพรหล้ามีเงินเดือน เดือนละ 60,000 บาท ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ เดือนละ 5,000 บาท และได้รับเงินปันผลจากบริษัทที่เสียภาษีในอัตรา 30% ของกำไรสุทธิ เป็นเงิน 80,000 บาท ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 8,000 บาท



จากตัวอย่างข้างต้น หากนางสาวพรหล้าเลือกนำเงินปันผลไปขอเครดิตภาษีเงินปันผลจะได้รับคืนภาษี 18,428 บาท มีภาระภาษีที่ต้องเสียจริง 49,572 บาท และมีเงินสดคงเหลือ 750,428 บาท เปรียบเทียบกับกรณีที่เลือกเสียภาษีจากในอัตรา 10% โดยไม่ขอเครดิตภาษี มีภาระภาษีที่ต้องเสียจริง 66,000 บาท มีเงินสดคงเหลือ 734,000 บาท ดังนั้น บริษัทธุรกิจครอบครัวอาจวางแผนโดยจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นได้ หรือบางคนก็กระจายหน่วบภาษี (ทั้งบุคคลธรรมดาหรือคณะบุคคล) ในการกระจายสิทธิรับเงินปันผลเพื่อใช้สิทธิเครดิตเงินปันผลก็ย่อมทำได้


7. กำหนดประเภทเงินได้ที่ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย

ผู้วางแผนภาษีควรกำหนดเงินได้ที่ได้รับนั้น ให้อยู่ในเงินได้ประเภทที่ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือถ้าหักก็หักในอัตราต่ำ เพื่อสร้างสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ธุรกิจหรือผู้มีเงินได้ และไม่ต้องไปขอคืนภาษีซึ่งอาจจะถูกตรวจสอบภาษีได้

กรณีศึกษา:

1. การกำหนดความแตกต่างระหว่างสัญญาซื้อขายกับสัญญาจ้างทำของ ซึ่งถ้าหากเป็นสัญญาจ้างทำของต้องถูกหักภาษีในอัตรา 3% และยังมีภาระต้องติดอากรแสตมป์ด้วยในอัตรา 0.1% ของค่าจ้างทั้งหมดตามสัญญา แต่หากเป็นสัญญาซื้อขาย ค่าซื้อขายจะไม่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย และสัญญาซื้อขายไม่ต้องติดอากรแสตมป์ การกำหนดทำสัญญาซื้อขายกับสัญญาจ้างนั้น เป็นการเปลี่ยนประเภทเงินได้จากเงินได้ซื้อขายกับค่าจ้างนั้นสามารถกระทำได้ ถ้าหากคู่สัญญาได้มีการวางแผนอย่างรอบคอบ

2. กรณีที่การจ่ายค่าเช่ารถโดยมีคนขับกับทำสัญญารับค่าขนส่งคนโดยสาร ก็มีความแตกต่างของการหักภาษี ณ ที่จ่ายค่าเช่ารถต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% แต่กับค่าขนส่งหัก 1% รวมทั้งยังได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอีกด้วย สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเรื่องของการกำหนดประเภทเงินได้ให้เหมาะสมและถูกต้องโดยการทำสัญญาและความเป็นจริงทางธุรกิจ


8. กำหนดผลประโยชน์ที่ไม่ได้เป็นตัวเงิน
โดยปกติผลประโยชน์ที่ได้รับนั้นแม้จะไม่ใช่ตัวเงินที่ผู้มีเงินได้ได้รับมากโดยตรงแต่ตามหลักถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษี เช่น การให้สวัสดิการแก่พนักงาน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ค่าพาหนะ ค่ารักษาพยาบาล เครื่องแบบพนักงาน หรือการจัดงานปีใหม่ การจัดรถรับส่งพนักงาน การจัดรถผู้บริหาร หรือการให้ส่วนลดแก่พนักงาน การให้ทุนหรือแม้แต่การให้หุ้นแก่พนักงาน เป็นต้น แต่ในบางครั้งการกำหนดผลประโยชน์ที่ไม่ใช่ตัวเงินอาจเข้าลักษณะที่เป็นเงินได้ที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ เช่น เครื่องแบบไม่เกิน 2 ชุด ต่อปี เบี้ยประกันภัยสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยกลุ่มส่วนที่คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลของลูกจ้างที่นายจ้างจ่ายให้ เป็นต้น ซึ่งการให้สิ่งเหล่านี้ต้องไปพิจารณาว่าประเภทใดที่ต้องเป็นเงินได้ ประเภทใดเป็นเงินได้ทีได้รับยกเว้น ประเภทใดเป็นเงินได้ที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เป็นเรื่องที่สำคัญมาก และที่สำคัญที่สุดเมื่อบริษัทจ่ายไปแล้วควรต้องหักเป็นรายจ่ายได้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ควรต้องให้ความสำคัญกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกฎหมายด้วย


9. การตั้งหน่วยภาษีขึ้นใหม่

เนื่องจากการประหยัดภาษีนั้น ผู้เสียภาษีก็ต้องคำนวณว่าตนเองมีรายได้เท่าใด มีรายจ่ายเท่าใด อัตราภาษีเท่าใด การพิจารณาตั้งหน่วยภาษีใหม่ไม่ว่าจะเป็นในฐานะคณะบุคคลหรือบริษัทก็อาจเป็นอีกแนวทางหนึ่งซึ่งใช้ในการวางแผนภาษี เนื่องจากการที่กระจายหน่วยภาษีหลาย ๆ หน่วยนั้น ย่อมเป็นการกระจายภาระภาษีเงินได้และจะทำให้เสียภาษีในอัตราต่ำ นอกจากนี้ ผู้มีเงินได้อาจจะแก้ปัญหาเรื่องของการจัดทำเอกสาร ใบเสร็จรับเงินต่าง ๆ ที่บริษัทไม่สามารถทำธุรกิจกับผู้ค้าบางอย่าง อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ผู้มีเงินได้มีรายได้มากในขณะเดียวกันก็มีรายจ่ายที่สูงพอสมควร การพิจารณาจัดตั้งบริษัทให้เป็นหน่วยภาษีและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ก็จะมีประโยชน์เช่นเดียวกัน ที่สำคัญคือ ต้องระมัดระวังว่า การตั้งคณะบุคคลหรือการกระจายหน่วยภาษีจะต้องเป็นไปตามหลักนิติกรรมสัญญา มีความแท้จริงมีสาระสำคัญกว่ารูปแบบ (Substance over the Form) ไม่ใช่เพียงแค่จัดตั้งคณะบุคคลอย่างเดียว หากเป็นเงินได้จากการบริการก็ต้องมีการให้บริการอย่างแท้จริง และมีหลักฐานสนับสนุนที่สามารถพิสูจน์ถึงการให้บริการหรือการลงทุนได้

กรณีศึกษา:

หลักฐานการรับเงินหรือใบเสร็จ เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบกิจการในรูปแบบบริษัทให้ความสำคัญเนื่องจากหากปราศจากสิ่งดังกล่าว อาจส่งผลให้บริษัทไม่สามารถนำรายจ่ายนั้นมาหักในการคำนวณภาษีได้ ทำให้เสียภาษีเพิ่มเติมทั้ง ๆ ที่เป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัทและมีการจ่ายเงินออกไปจริง ผู้เสียภาษีจึงอาจพิจารณาจัดตั้งหน่วยคณะบุคคล หรือเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ แล้วให้คณะบุคคลเป็นผู้ซื้อสินค้าจากคู่ค้าที่ไม่มีหลักฐานการรับเงิน และนำสินค้ามาขายต่อให้กับบริษัทในอัตรากำไรที่มีความเหมาะสม โดยมีการออกใบเสร็จให้ถูกต้อง แม้ว่าคณะบุคคลจะไม่มีใบเสร็จจากคู่ค้า แต่คณะบุคคลสามารถหักค่าใช้จ่ายในอัตราเหมาได้ตามกฎหมาย แต่การมีคณะบุคคลหลายคณะบุคคลมากเกินไปอาจทำให้เกิดปัญหาว่า คณะบุคคลดังกล่าวเป็นหน่วยภาษีจริงหรือตั้งเพื่อหนีภาษี ดังนั้น หลักสาระสำคัญกว่ารูปแบบ (Substance over the Form) ในการวางแผนภาษีอากรจึงมีความสำคัญ


10. ภาษีแต่งงาน กรณีมีคู่สมรส ให้แยกยื่น
ต้องยอมรับว่าประมวลรัษฎากรของไทยนั้น กำหนดเงินได้ให้นำเงินได้ไปรวมหรือแยกเพื่อเสียภาษีสำหรับคู่สมรส หากเป็นเงินได้ 40 (1) และ (2) โดยการรวมหรือแยกยื่นนั้น ภาระภาษีก็จะต่างกัน ผู้เขียนคิดว่า ถ้าคู่สมรสมีเงินได้หลายประเภท การยื่นเสียภาษีเงินได้จากการเป็นคู่สมรส ก็ควรจะแยกยื่นจะดีกว่า เพราะสามารถหักค่าลดหย่อน หักค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ ในกรณีที่ภรรยามีรายได้อย่างอื่นนอกจากเงินได้จากมาตรา 40 (1) (2) เช่น มีเงินได้จากการให้บริการ เป็นเงินได้จากการแสดงภาพยนตร์ เป็นเงินได้จากการลงทุนอื่น ๆ แล้ว กฎหมายให้นำเงินได้ประเภทอื่น ๆ นำมารวมเป็นเงินได้ของสามีเพิ่มเติม ดังนั้น ถ้าหากสามีต้องเสียภาษีในอัตราสูงอยู่แล้ว การนำเงินได้ของภรรยามารวม ก็จะทำให้เงินได้นั้นอยู่ในอัตราสูง ไม่ว่าจะแยกหรือรวมยื่นอีกต่อไป ดังนั้น หากภรรยามีเงินได้สูงกว่าสามีก็มีเป็นจำนวนมาก ตามกฎหมายจึงไม่สามารถลดภาระภาษีได้ เว้นแต่ว่าภรรยาและสามีนั้นจะสามารถโอนเงินได้เข้าเป็นรูปของนิติบุคคลหรือบริษัทซึ่งจะทำให้ภาระภาษีลดน้อยลงได้ ถ้าหากเปรียบเทียบกรณีศึกษา ก็จะดูได้ว่า ยกตัวอย่างเช่นมีถ้าหากมีภรรยาเป็นดารา ถ้ารู้จักการวางแผนภาษีก็สามารถนำไปนำไปหักภาษีลงไปได้ และภาษีเงินได้ของภรรยาก็ไม่ต้องนำมารวมเป็นเงินได้อย่างอื่น ทำให้ในอัตราสูงมาก ก็อาจเลือกการตั้งบริษัทเป็นหน่วยภาษีรับรายได้แทน


บทสรุป

กลยุทธ์ 10 ประการเบื้องต้นนั้น เพื่อใช้เป็นข้อคิดเบื้องต้นสำหรับผู้อ่านที่จะนำไปต่อยอด ผู้เขียนมีความเห็นว่าหากผู้อ่านมีโอกาสได้ศึกษาถึงรายละเอียดของละเรื่องก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อตัวผู้อ่านเองในการวางแผนภาษีทางธุรกิจต่อไป โดยผู้อ่านควรหาหนังสือเกี่ยวกับการวางแผนภาษีอากรมาอ่าน
(ซึ่งปัจจุบันมีมากหลายเล่ม รวมทั้งหนังสือเล่มใหม่ที่ผู้เขียนกำลังปรับปรุงและจัดพิมพ์อยู่) เพื่อพัฒนา
องค์ความรู้ให้ดีต่อไป การวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากับการวางแผนทางการเงินเป็นเรื่องที่แยกกันไม่ออก และผู้มีเงินได้ต้องให้ความสนใจ

จากคอลัมน์ Tax Planning โดย กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ นิตยสาร M&W เมษายน 2552

กลยุทธ์ 10 ประการในการวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา



ในหนังสือพ่อรวยสอนลูกมีตอนหนึ่งที่กล่าวว่า “คนรวยเสียภาษีน้อย คนจนเสียภาษีมาก” ผู้เขียนเห็นว่าเรื่องนี้มีมูลความจริงเพราะว่าผู้ที่รู้จักการวางแผนภาษีก็คือ คนที่มีเงิน จึงสามารถหาทางที่จะลดภาระภาษีของตนเองลงได้ ในการลดภาระภาษีของตนเองลงนั้น ผู้อ่านสามารถทำได้โดยการซื้อหนังสือมาศึกษาหรือเข้าฟังอบรมและนำมาวางแผนภาษี แต่ผู้เขียนเห็นว่าการจ้างผู้เชี่ยวชาญทางภาษีเพื่อช่วยในการวางแผนภาษีให้จะเกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะผู้มีเงินได้เพียงพอที่จะนำมาจ้างที่ปรึกษา

การวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น ผู้วางแผนภาษีจะต้องเข้าใจเสียก่อนว่าตนจะได้รับเงินได้ประเภทใดจากที่ไหนและจากผู้ใด อีกทั้งต้องรู้ว่าเงินได้แต่ละประเภทนั้น สามารถจะหักค่าใช้จ่าย ค่าหักลดหย่อน ในอัตราเท่าใด และหากจะต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย จะต้องหักจากเงินได้ประเภทใดและอัตราเท่าใด บุคคลที่จะรู้จักการวางแผนภาษีอากรสำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น อาจกล่าวโดยสรุปง่าย ๆ ผู้มีเงินได้ต้องรู้ว่า (1) ตนเองมีรายได้เท่าใด (2) เป็นรายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีหรือไม่ เท่าใด และ(3) รายได้ใดที่ต้องเสียภาษี หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนในอัตราอย่างไร

แม้ว่ากฎหมายจะแบ่งประเภทเงินได้เป็น 8 ประเภท แต่หากจะแบ่งเป็นประเภทเงินได้เสียใหม่ อาจแบ่งได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ (1) เงินได้จากการทำงาน (2) เงินได้จากการประกอบธุรกิจ และ(3) เงินได้จากการลงทุน ซึ่งจะเห็นได้ว่าเงินได้เหล่านั้น มีอัตราภาษีที่แตกต่างกัน ดังนั้น หากผู้อ่านจะใช้บทความนี้ในการศึกษาหรือเป็นข้อคิดเบื้องต้นในการวางแผนภาษีเงินได้ก็น่าจะไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด



กลยุทธ์การวางแผนภาษี
ก่อนที่ผู้เขียนจะได้อธิบายถึงกลยุทธ์การวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นการเฉพาะ ผู้เขียนคิดว่าผู้อ่านควรจะทราบถึงหลักทั่วไปของกลยุทธ์การวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ผู้เขียนแบ่งได้เป็น10 กลยุทธ์ด้วยกัน ดังต่อไปนี้

1. การเลือกใช้เกณฑ์เงินสดและการเลื่อนเวลาการจ่ายเงิน

ภาระภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดานั้น กฎหมายกำหนดให้ใช้ “เกณฑ์เงินสด” ซึ่งต่างจากการเสียภาษีเงินได้ของบริษัทซึ่งใช้ “เกณฑ์สิทธิ” การใช้เกณฑ์เงินสดหมายความว่า ผู้เสียภาษียังไม่ต้องเสียภาษีหากยังไม่ได้รับเงินมาจริง ๆ ในบางกรณีบริษัทผู้จ่ายเงินสามารถนำเงินที่จะต้องจ่ายมาหักเป็นรายจ่ายได้เลยแม้จะยังไม่มีการจ่ายเงินจริงตามหลักเกณฑ์สิทธิ ยกตัวอย่างเช่น บริษัทจะต้องจ่ายเงินได้ ทำเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับผู้ถือหุ้น บริษัทสามารถนำรายจ่ายดังกล่าวมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้เมื่อค่าใช้จ่ายนั้นเกิดขึ้นแล้วแม้จะยังไม่ได้มีการจ่ายจริง แต่ในขณะเดียวกันผู้ถือหุ้นก็ยังไม่ต้องเสียภาษีจนกว่าจะได้รับเงินนั้นมาจริง ๆ ตามหลักเกณฑ์เงินสด หรือกรณีมีที่ดินให้บริษัทเช่า (ซึ่งอาจเป็นบริษัทครอบครัว) บริษัทสามารถหักค่าใช้จ่ายค่าเช่าได้ แต่ผู้ให้เช่ายังไม่ต้องเสียภาษีเงินได้หากยังไม่ได้รับค่าเช่า

กรณีศึกษา:
- กรณีผู้รับเงินรู้ว่า ตนเองจะมีรายได้ในปีนี้เกิดขึ้นเท่าใด และคาดว่าจะมีรายได้ในปีหน้าเท่าใด การวางแผนภาษีโดยเกณฑ์เงินสดก็คือ การเลื่อนกำหนดเวลาการรับเงินออกไป ก็จะสามารถลดภาระภาษีได้ เช่น แทนที่จะได้รับเงินได้ในสิ้นปีนี้เนื่องจากมีเงินได้เป็นจำนวนมาก ก็เลื่อนไปรับเงินในต้นปีถัดไป ซึ่งจะทำให้ภาระภาษีลดน้อยลงหากในปีถัดไปคาดว่าจะมีเงินได้น้อยกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าของธุรกิจครอบครัวสามารถที่จะควบคุมการรับจ่ายเงินของตนเองได้ สามารถใช้เกณฑ์เงินสดในการวางแผนภาษีหรือกำหนดภาระภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นในรูปของดอกเบี้ย ค่าเช่า หรือค่าจ้าง

- การใช้เกณฑ์เงินสดในการยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่าย เพราะระยะเวลาการนำส่งมีความแตกต่างกัน เช่น หากผู้จ่ายเงินมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย เงินได้ตามมาตรา 40(1) และ 40(2) เช่น ค่าจ้างแล้ว นายจ้างผู้จ่ายเงินก็มีหน้าที่ต้องนำส่งในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ในกรณีที่บริษัทนายจ้างต้องมีการจ่ายเงินค่าจ้างเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเงินโบนัสแก่พนักงานที่มีจำนวนมากมายหลายร้อยคน การเลื่อนกำหนดการจ่ายเงินออกไปเพียง 1 วัน สามารถช่วยให้ภาระการนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย เลื่อนออกไปได้ เช่น บริษัทจ่ายเงินเดือนในวันที่ 31 มกราคม ภาระการนำส่งภาษี ณ ที่จ่าย คือ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ หากบริษัทเลื่อนการจ่ายเงินเดือนไปในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ บริษัทจะสามารถเลื่อนภาระการนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายออกไปเป็นวันที่ 7 มีนาคม เท่ากับมีระยะเวลาที่ต่างกันเกือบ 40 วัน ถ้าหากเป็นเงินหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรามาก บริษัทนายจ้างที่รู้หลักการวางแผนภาษี ก็สามารถนำเงินดังกล่าวไปหมุนเวียนใช้ในกิจการอย่างอื่นได้ก่อน ซึ่งหากเป็นช่วงที่ดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ในอัตราสูง การรู้จักการบริหารการเงินย่อมจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง


2. กำหนดเงินได้ที่ได้รับเป็นเงินได้ที่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมายการรู้ว่าเงินได้ประเภทใดได้รับยกเว้นไม่ต้องนำไปรวมเสียภาษีจะช่วยให้ผู้อ่านสามารถนำไปใช้ในการวางแผนภาษีของตนเองได้ แต่ผู้ที่มีเงินได้ควรต้องรู้ก่อนว่ามีความเป็นไปได้เพียงใดที่จะกำหนดเงินได้ของตนเอง ให้เป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี

เงินได้ที่ได้รับการยกเว้นนั้น มีอยู่ด้วยกันหลายประเภทตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 42 ของประมวลรัษฎากร เงินได้ที่สำคัญที่กรรมการหรือเจ้าของกิจการหรือลูกจ้างจะสามารถประหยัด ไม่ต้องนำมารวมเพื่อเสียภาษี เช่น เงินได้ที่เป็นดอกเบี้ยในการลงทุนของดอกเบี้ยสลากออกสิน การฝากประจำประเภทออมทรัพย์หรือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทรัพย์มรดก หรือการขาย สังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้ได้มาโดยการมุ่งค้ากำไร หรือกำหนดเงินได้ให้เป็นการจัดอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา เงินได้ที่ได้รับจากมรดกหรือการให้โดยเสน่หาตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมและประเพณีซึ่งจะต้องกำหนดให้ถูกต้องและเหมาะสม เงินได้จากส่วนแบ่งกำไรของห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ต้องเสียภาษีไปแล้ว
นอกจากนี้ ยังมีเงินได้ที่กำหนดให้ยกเว้นไว้ในกฎกระทรวงฉบับที่ 126 อีกกว่า 78 ประเภท เช่น เงินได้จากการขายกองทุนรวม เงินประโยชน์ที่ผู้ประกันตนได้จากการประกันสังคม เงินได้จากการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ เงินได้จากธุรกิจการศึกษา เงินได้จากค่าสินไหมทดแทนจากการประกันภัย ซึ่งเงินได้เหล่านี้เป็นเงินได้ที่มีความสัมพันธ์อย่างยิ่งในการกำหนดและวางแผนเงินได้ที่ตนจะได้รับอยู่ในประเภทดังกล่าว นอกจากนี้ อาจจะมีการยกเว้นภาษีเงินได้ให้ตามกฎหมายอื่น ๆ ด้วย เช่น เงินได้ที่เป็นเงินปันผลจากบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตาม พรบ. ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 เป็นต้น

3. การเลือกใช้การหักค่าใช้จ่ายแบบหักเหมาตามประเภทเงินได้

ผู้มีเงินได้ต้องทราบว่าเงินได้ประเภทใด กฎหมายให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ในอัตราใดตามกฎหมาย เช่น เงินได้ที่ได้ตามมาตรา 40(8) ซึ่งเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจ กฎหมายก็ให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ ซึ่งเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 11 นอกจากนี้ยังมีเงินได้ประเภทอื่น ๆ เช่น เงินได้ตามมาตรา 40 (5) (6) (7) ที่สามารถหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้เช่นกัน การหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมานี้มีข้อดีคือ ผู้เสียภาษีไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่ามีรายจ่ายจริงเท่ากับอัตราเหมาที่กำหนดตามกฎหมายหรือไม่ แต่กฎหมายก็ให้หักเหมาได้แม้จะมากกว่ารายจ่ายจริงก็ตาม วิธีการนี้ก็จะช่วยให้ผู้มีเงินได้และประกอบธุรกิจ ซึ่งมีปัญหาเรื่องการหักรายจ่ายเพราะคู่ค้าไม่มีเอกสารทางบัญชีมาหักเป็นรายได้จ่ายได้ตามกฎหมาย ก็อาจต้องพิจารณาเลือกองค์กรธุรกิจแบบบุคคลธรรมดาแทนที่จะเป็นรูปบริษัท อย่างไรก็ตาม กฎหมายก็ไม่ตัดสิทธิให้ผู้มีเงินได้ที่จะหักค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริง หากสามารถแสดงหลักฐานทางบัญชีมาหักได้โดยความจริงแล้วอาจพิจารณาตั้งเป็นบริษัทก็จะดีกว่าเพราะอัตราภาษีเบื้องต้นอาจจะต่ำกว่า

4. การหักค่าลดหย่อนตามกฎหมาย
การหักค่าลดหย่อนตามกฎหมายนั้น เป็นสิ่งที่ผู้วางแผนภาษีอากรควรต้องใช้ประโยชน์ให้สูงสุดในแง่ของการหักออกจากเงินได้และผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนดังกล่าว ปัจจุบันผู้มีเงินได้สามารถหักค่าลดหย่อน เช่น

- ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพเพื่อการเกษียณอายุ (RMF) ซึ่งหักได้ไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
- ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) หักได้ไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
(แต่เฉพาะผู้มีเงินได้ในปี 2552 สามารถหักค่าซื้อ RMF และ LTF ได้ถึงกองทุนละ 700,000 บาท รวมสูงถึง 1,400,000 บาท เพราะเป็นเรื่องที่รัฐบาลมุ่งให้การส่งเสริมเฉพาะกิจ)
- ดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อซื้อบ้าน หักเงินได้ 100,000 บาท
- ค่าเบี้ยประกันชีวิตหักได้ 100,000 บาท
- การหักค่าลดหย่อนจากเงินบริจาคเพื่อกุศลสาธารณะ ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 615 แห่ง ซึ่งหักได้ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว นอกจากจะได้ทำบุญช่วยเหลือสังคมแล้ว บางครั้งการบริจาคเงินดังกล่าวอาจมีของตอบแทนเป็นพระเครื่องหรือของสะสมบางอย่างหรือรูปภาษีที่อาจมีมูลค่าในอนาคตได้หรือสิทธิส่วนลดในการรักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลชั้นดีของรัฐบาล การหักค่าลดหย่อนที่กล่าวมานั้น นอกจากผู้มีเงินได้จะประหยัดเงินภาษีในแต่ละปีภาษีแล้ว เมื่อได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในอนาคต เงินได้ดังกล่าวก็จะได้รับและที่ได้รับยกเว้นภาษีจากเงินดังกล่าวอีกครั้งหนึ่งเช่นกัน เช่น เมื่อได้รับเงินประกันชีวิตคืนเมื่อครบอายุ เงินได้จากการขายหน่วยลงทุนในกองทุน RMF และ LTF เมื่อครบกำหนดเงื่อนไขตามกฎหมาย

กรณีศึกษา:

ขอให้ลองเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่ใช้ประโยชน์ทางภาษีจากการหักค่าลดหย่อนประเภทต่าง ๆ กับผู้ที่มิได้ใช้ประโยชน์โดยคำนวณจากรายรับประเภทเงินเดือน ท่านจะเห็นความแตกต่างจากตารางด้านล่างนี้



ท่านจะเห็นว่า ใน 1 ปี ท่านสามารถประหยัดภาษีได้ถึง 276,000 บาท ท่านลองคิดดูว่าหากท่านสามารถประหยัดภาษีไปจนกระทั่งท่านเกษียณอายุ เช่น 20 ปี จะสามารถประหยัดภาษีได้ถึง 5,520,000 บาท ซึ่งมิใช่เงินจำนวนน้อยเลยทีเดียว ทั้งนี้ ยังไม่รวมผลตอบแทนจากมูลค่าการลงทุนอีกส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงกับความเปลี่ยนแปลงของมูลค่ากองทุนได้ เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง จึงอาจลงทุนเฉพาะตราสารหนี้ได้ ผู้สนใจควรปรึกษาที่ปรึกษาทางด้านการวางแผนการเงิน ซึ่งปัจจุบันได้มีสมาคมนักวางแผนทางการเงินได้จัดหลักสูตรอบรมนั้นแล้ว และมีธนาคารบางแห่งได้ให้บริการเช่นว่านี้

จากคอลัมน์ Tax Planning โดย กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ นิตยสาร M&W มีนาคม 2552

วิธีเยียวยา 7 ประการ สำหรับถุงเงินที่ว่างเปล่า? ของอาร์คัต-มหาเศรษฐีแห่งบาบิโลน



วิธีเยียวยา 7 ประการ สำหรับถุงเงินที่ว่างเปล่า? ของอาร์คัต-มหาเศรษฐีแห่งบาบิโลน ซึ่งบอกเอาไว้และถ้าลองวิเคราะห์ให้ดี จะเห็นสัจธรรมอะไรหลายๆอย่าง

1) เริ่มทำให้ถุงเงินของท่านเพิ่มพูน มีหลักการง่ายๆ ก็คือ การเก็บออม 10 % ของทุกบาทที่หามาได้เสมอ ซึ่งส่งเสริมให้มีวินัยทางการเงินซึ่งหากท่านได้มีโอกาสศึกษาประวัติบุคคลต่างๆแล้วจะพบว่าสเหตุเกิดจากความมีวินัยในตัวเองนี่เอง?

2) ควบคุมการใช้จ่าย ---หัวใจสำคัญของข้อนี้คือ ต้องสามารถแยกแยะให้ออกระหว่างค่าใช้จ่ายจำเป็น และความปรารถนาได้ คนส่วนใหญ่มักจะขาดทักษะในการแยกแยะ 2 สิ่งนี้ และเหมารวมว่ามันคือสิ่งเดียวกัน และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของการพาตัวเองเข้าสู่วังวนของปัญหาทางการเงินเกือบทุกรูปแบบ?

3) จงทำให้ทองคำของท่านทวีคูณขึ้น ---โดยการเรียนรู้การให้ทรัพย์สินทำงานแทน เพราะความมั่งคั่งไม่ได้พิจารณาจากจำนวนเงินที่มีอยู่ในกระเป๋า แต่มันคือ ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดไหลเข้าอย่างต่อเนื่องต่างหาก ถ้าจะยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คงจะเป็น สามล้อถูกหวย ซึ่งไม่นานนักเงินเป็นสิบๆล้านที่เคยมีก็จะหมดไปหรืออาจจะติดลบมากกว่าเดิม แต่กับผู้ประสบความสำเร็จบางท่านในสังคมเรา อาจจะเคยติดลบมหาศาล หรือเคยมีมากมานับไม่ถ้วน แต่แล้วเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา สิ่งที่เคยมีอาจจะหายไป แต่หลายท่านเหล่านี้ก็กลับสร้างตัวเองกลับขึ้นมาได้ อะไร คือ ความแตกต่างของท่านเหล่านี้กับสามล้อถูกหวย ????

4) ปกป้องทรัพย์สมบัติของท่านจากการสูญเสีย ---โดยศึกษาให้รอบคอบก่อนการลงทุนเสมอ และ ต้องปรึกษาผู้ที่รอบรู้และมีประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆ แล้วจึงเลือกลงทุนในกิจการที่พิจารณาแล้วเห็นว่าปลอดภัย ตรงนี้เป็นปัญหาของคนส่วนใหญ่ในบ้านเราซึ่งชอบมักง่าย ชอบอะไรที่สำเร็จรูป ไม่ต้องเสียเวลา แต่หารู้ไม่ว่าการที่ปฏิเสธการลงทุนเพื่อการเรียนรู้ ก็คือ จุดเริ่มต้นของการลงทุนเพื่อความหายนะของตัวเอง?

5) จงทำให้เคหสถานของท่านเป็นการลงทุนที่มีผลกำไร --- ตรงนี้นัยที่ซ่อนอยู่น่าจะหมายถึง การที่รู้จักใช้จ่ายเพื่อครอบครัว และเพื่อตัวเองด้วย ไม่ใช่ประหยัดมากจนเป็นตระหนี่ถี่เหนียว หรือมองแต่อนาคตจนละเลยชีวิตในปัจจุบันไปหมดสิ้น เพราะตลอดเส้นทางของชีวิตเราต้องมีความสุขกับชีวิตของเราได้ การรักษาสมดุลระหว่างการทำเพื่อปัจจุบันและเพื่ออนาคตเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง?

6)จงประกันรายได้สำหรับอนาคต ---เราไม่มีโอกาสล่วงรู้ได้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต แต่เราสามารถเลือกที่จะเตรียมความพร้อมที่จะรองรับมันได้ ไม่ว่าจะเพื่อตัวของเราเองเมื่อยามชรา หรือเพื่อครอบครัวก็ตาม?

7)จงเพิ่มพูนความสามารถในการหาเงิน ---หัวใจหลักในข้อนี้ก็คือ การเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ?


จะเห็นว่าหลักการดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเรื่องของการเก็บ 10%    ไม่ได้แนะนำให้เก็บมากจนเบียดเบียนตัวเอง แต่ก็ไม่น้อยจนไม่สร้างวินัยในตัวเองเช่นกัน ครับ



ขอขอบคุณบริษัทบิสคอนส์ พับลิชชิ่ง จำกัด

กว่าจะเป็น KFC




พ่อของเขาเสียชีวิตตอนที่เขาอายุได้เพียงห้าขวบ เขาต้องออกจากโรงเรียนกลางคันขณะอายุ 16 ปี ตอนอายุ 17 ปี เขาแสดงความสามารถพิเศษด้วยการตกงานติดต่อกันถึง 4 ครั้ง
เขาแต่งงานตอนอายุ 18 ปี ปีถัดมาเขาได้เป็นพ่อคน แต่ชีวิตคู่ของเขาก็มีความสุขอยู่ได้ไม่นานนัก อายุ 20 ปี ภรรยาของเขาพาลูกสาวหนีไป เพราะทนใช้ชีวิตกับเขาไม่ได้
ช่วงอายุ 18-22 ปี เขาประกอบอาชีพเป็นคนขายตั๋วรถไฟแล้วก็ล้มเหลว แต่เขาก็ยังต่อสู้กับชีวิตด้วยการหาโอกาสให้ชีวิต แต่ทุกอย่างที่เขาทำก็ไม่วายล้มเหลวเหมือนเดิม เขาสมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพแต่ก็ถูกขับออกมา หันเหมาสมัครเข้าโรงเรียนกฎหมาย แต่ด้วยความสามารถอันเอกอุ เขาถูกปฏิเสธอย่างไม่ใยดี แล้วเขาก็ไปทำงานเป็นพนักงานขายประกัน แน่นอนที่สุด เขาล้มเหลวอีกครั้ง (แล้ว)

แค่เกริ่นมาข้างต้นก็คงไม่ต้องบอกว่า ชายคนนี้ทำอะไรไม่ได้เรื่องเลยสักอย่าง! แต่ก็อย่างว่าแหละ คนเราอะไรมันจะไม่ได้เรื่องไปเสียหมด สิ่งเดียวที่เขาพบว่าเขาทำได้ดีก็คือ การทำอาหาร ดังนั้นเขาจึงไปทำงานเป็นพ่อครัวและคนล้างจานในร้านกาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่ง
แต่นั่นก็ไม่ใช่ชีวิตที่ทรงคุณค่าอะไรเลยในความคิดของเขา

ชีวิตที่ร้านกาแฟ เขามีเวลามากมายที่จะนั่งคิดและทำอะไรได้มากพอสมควร แต่เขากลับเลือกใช้เวลานั่งคิดถึงภรรยาและลูกสาวของเขา เขาเพียรพยายามติดต่อภรรยาและอ้อนวอนให้เธอกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้ง แต่ได้รับคำปฏิเสธ เขาเปลี่ยนความคิดใหม่ เขาไม่ต้องการภรรยาอีกต่อไป ขอเพียงแต่ได้ลูกสาวกลับคืนมาก็พอ เพราะเขารักและคิดถึงเธอเหลือเกิน
เขาใช้เวลาว่างในร้านกาแฟวางแผนในการนำลูกสาวกลับคืนมาสู่อ้อมอกของตน เขาวางแผนทุกขั้นตอนละเอียดยิบ คำนวณทุกฝีก้าว ในที่สุดแผนการอันแสนยาวนานก็เสร็จสิ้นลงเมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ คุณพ่อวัยรุ่นผู้น่าสงสารซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้นอกบ้านหลังเล็กๆ ของภรรยาของเขา เฝ้ามองลูกสาวของเขาเล่นอยู่หน้าบ้าน และเตรียมพร้อมที่จะ ?ลักพาตัวเธอ!?
แล้ววันที่ตั้งใจไว้ก็มาถึง เขาซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้อย่างระมัดระวัง แม้จะรู้สึกกังวล ตื่นเต้น และตระหนกอยู่บ้าง แต่นั่นมิอาจเทียบได้กับความรักที่เขามีต่อลูก เขาตัดสินใจที่จะต้องลงมือทำให้สำเร็จ แต่แล้วอนิจจา? วันนั้นลูกสาวของเขาไม่ออกมาเล่นหน้าบ้านเลย
แม้กระทั่งความพยายามในการก่ออาชญากรรม เขาก็ยังล้มเหลว เขารู้สึกเหมือนคนที่พ่ายแพ้ต่อโชคชะตา รู้สึกเหมือนคนไม่มีค่า และเหมือนพระเจ้ากำหนดมาแล้วว่าเขาจะต้องอยู่เพียงลำพังไปตลอดชีวิต
แต่เหมือนปาฏิหาริย์ ในที่สุดเขาก็สามารถโน้มน้าวภรรยาให้กลับมาอยู่ด้วยกันได้ พวกเขาทำงานด้วยกันในร้านกาแฟแห่งนั้น ทำอาหารและล้างจานอยู่จนกระทั่งเขาเกษียณตอนอายุ 65 ปี?

วันแรกของการเกษียณอายุ เขาได้รับเช็คเงินประกันสังคมฉบับแรกของเขา เป็นเงิน 105 ดอลลาร์ (ราวสี่พันบาท) เช็คดังกล่าวเหมือนเป็นตัวแทนของรัฐที่ฝากมาบอกเขาว่า เขาไม่อาจจะดูแลตัวเองได้อีกต่อไปแล้ว ทั้งหมดที่เขาทำได้ก็คือ ใช้ชีวิตอยู่จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตด้วยเงินสนับสนุนจากรัฐบาล
มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เขารู้สึกถูกปฏิเสธ ล้มเหลว เสียกำลังใจ และท้อแท้ ชีวิตของเขาได้รับความผิดหวังอีกครั้งหนึ่งหลังจาก 65 ปีอันยาวนาน เขาบอกกับตัวเองว่าถ้าเขาดูแลตัวเองไม่ได้ ต้องมีชีวิตอยู่โดยให้รัฐบาลดูแล เขาก็ไม่สมควรจะมีชีวิตอีกต่อไป?
เขาตัดสินใจ (อีกแล้ว) ว่า ?จะฆ่าตัวตาย?
เขาหยิบกระดาษหนึ่งแผ่นกับดินสอหนึ่งแท่ง นั่งลงใต้ต้นไม้ในสวนหลังบ้านอย่างสงบ ตั้งใจที่จะเขียนคำสั่งเสียและพินัยกรรม แต่แทนที่จะทำเช่นนั้น กลับเหมือนมีอะไรมาดลใจ เหมือนเป็นครั้งแรกที่ชีวิตเกิดปัญญา เขาเริ่มต้นเขียนสิ่งที่เขาควรจะเป็น ชีวิตที่เขาควรจะมี และสิ่งที่เขาปรารถนาในช่วงชีวิตสุดท้ายที่เหลืออยู่ เขาตกใจมาก เมื่อค้นพบความจริงในชีวิตว่า เขายังไม่เคยทำอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันกับเขาสักอย่างเลย! (เพิ่งนึกได้)?
เขานั่งครุ่นคิดกับตัวเองอย่างจริงจัง มีบางอย่างที่เขาสามารถทำได้ บางอย่างที่คนที่รอบตัวทำสู้เขาไม่ได้ ใช่! เขารู้วิธีปรุงอาหาร ชีวิตเกือบทั้งหมดของเขาอยู่ที่หน้าเตาร้อนๆ มาตลอด เขาตัดสินใจกับตัวเองอีกครั้ง ในที่สุดเขาเลือกที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อทำอะไรสักอย่างในชีวิตให้ประสบความสำเร็จ เขาตั้งใจว่าถ้าเขาจะตาย เขาก็อยากจะตายในแบบที่ได้ลองพยายามเป็นใครสักคน และทำบางสิ่งบางอย่างที่มีค่าด้วยชีวิตที่เหลืออยู่น้อยนิดของเขา
เขาลุกจากเงาไม้ มุ่งหน้าไปยังธนาคารในเมือง เพื่อขอยืมเงินจำนวน 87 ดอลลาร์จากเช็คประกันสังคมฉบับต่อไปของเขา ด้วยเงิน 87 ดอลลาร์นั้น เขาซื้อกล่องเปล่าและไก่จำนวนหนึ่ง จากนั้นเขาก็กลับไปที่บ้านและลงมือทอดไก่ที่ซื้อมาด้วยสูตรพิเศษที่เขาได้คิดค้นขึ้นมาในช่วงหลายปีที่ทำงานที่ร้านกาแฟนั้น เขาเริ่มขายไก่ทอดของเขาตามบ้านต่างๆ ในเมืองคอร์บิน รัฐเคนตั๊กกี้ของเขา

แล้วคนขายไก่ทอดอายุ 65 ปีคนนั้นก็กลายมาเป็นผู้พันฮาร์แลนด์ แซนเดอร์ส ราชาผู้เป็นที่รักของอาณาจักร Kentucky Fried Chicken หรือที่เรารู้จักกันในนาม KFC นั่นเอง
ตอนอายุ 65 ปี เขาเป็นเหมือนอนุสรณ์แห่งความล้มเหลวที่ยังมีชีวิต แต่ในวัย 85 ปี เขาก็กลายเป็นเศรษฐีพันล้านและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก มีผู้คนให้เกียรติเขาทั่วประเทศ?
เรื่องราวชีวิตของผู้พันแซนเดอร์สเป็นอีกบทหนึ่งของเรื่องราวความสำเร็จที่ได้รับคำยกย่องจากผู้คนทั่วโลก แต่ใครจะรู้บ้างว่าหากใต้ต้นไม้วันนั้น ผู้พันแซนเดอร์สได้ทำตามที่เขาตั้งใจไว้แต่แรก ตำนานไก่ทอดสะท้านโลกก็คงจะไม่มีให้เราได้เห็นกัน จริงอย่างที่เขาว่า ความสำเร็จกับความล้มเหลวห่างกันเพียงแค่พลิกฝ่ามือ มันอยู่ที่ว่าคุณเลือกที่จะ ?สู้ต่อ? หรือ ?ยอมแพ้?
สำหรับผู้พันแซนเดอร์ส 65 ปี ของชีวิตที่ล้มเหลว เทียบคุณค่าอะไรไม่ได้เลยกับ 20 ปีแห่งความสำเร็จ

แล้วชีวิตของคุณหละ ล้มเหลวมากพอหรือยัง?

ขอบอบคุณ บริษัทบิสคอนส์ พับลิชชิ่ง จำกัด

วันอังคารที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2555

กุญแจสู่ความมั่งคั่ง ของ Anthony Robbins

Anthony Robbins มีชื่อเดิมว่า Anthony J. Mahavorick เกิดเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 1960 (2503) ในลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา พ่อแม่ของเขาหย่าขาดกันเมื่อเขาอายุได้ 7 ขวบ และได้เปลี่ยนนามสกุลเป็น Robbins ตามพ่อเลี้ยงคนแรก หลังจากนั้นแม่ก็หย่าและแต่งงานใหม่อีกครั้ง และเมื่อเขาอายุ 17 ก็มีทะเลาะกับแม่และถูกไล่ออกจากบ้าน



เขาเริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นภารโรง ได้ค่าจ้างสัปดาห์ละ 40 ดอลล่าร์ เขาเลิกเรียนหนังสือ แต่เขาเป็นนักอ่านและชอบอ่านหนังสือแนวพัฒนาตนเองมา วันหนึ่่งเขาได้สมัครเข้าอบรมกับ Jim Rohn นักพูดที่เขาชื่นชอบ และหลังจากนั้นมาเขาก็มีรายได้จากการขายตั๋วเพื่อเข้าฟังการอบรมของ Jim Rohn

ในวัย 19 ปี เขาอกหัก และใช้ชีวิตในอพาร์ทเม้นท์ถูกๆ โดยไม่พบกับใคร หลังจากนั้นเขาได้สมัครเรียนกับ John Grinder ผู้ก่อตั้งสถาบัน NLP และหลังจากนั้นเขาก็ก้าวมาสู่การเป็นโค้ชให้คำปรึกษา

ลูกค้าของเขามีมากมายทั้งที่เป็นองค์กรและบุคคล เช่น IBM ,AT&T,AMEX บุคคลเช่น อังเดร อากัสซี่, เซเรน่า วิลเลี่ยม ,ปธน.สหรัฐบางคน ฯลฯ ในเอเชียเขาเคยมาจัดสัมมนาที่สิงคโปร์



สำหรับกุญแจห้าดอกแห่งความมั่งคั่งและความสุขประกอบไปด้วย

1. คุณต้องเรียนรู้วิธีการรับมือกับความอึดอับคับข้องใจ คงไม่มีอะไรจะได้ดั่งใจเราทุกอย่าง อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่และ จำไว้ว่า ทุกอย่างเป็นเรื่องเล็กๆ

2. คุณต้องเรียนรู้ว่าจะรับมือกับคำปฏิเสธอย่างไร เพื่อที่ว่าความกลัวจากการปฏิเสธจะไม่ทำให้คุณหยุดลงมือกระทำต่อไป นักขายที่เก่งที่สุดคือคนที่ถูกปฏิเสธมากที่สุด ความสำเร็จอยู่อีกด้านหนึ่งของคำปฏิเสธ ตัวอย่าง เช่น ผู้พันแซนเดอร์ แห่ง KFC ,ซิลเวสเตอร์ สตาลโลน ถูกเอเย่นต์ปฏิเสธมากว่าพันครั้ง ด้วยความพยายาม จึงมีหนังเรื่อง Rockey ที่โด่งดัง หรือ คนเหล็ก อาร์โนลด์ ก็ถูกปฏิเสธมากมาย เช่น ตัวใหญ่ไป สำเนียงภาษาอังกฤษแบบแปร่งๆ

3. คุณต้องเรียนรู้ที่จะรับมือกับความกดดันทางการเงิน เขาแนะนำให้อ่านหนังสือ The Richest Man in Balylon และแนะนำให้บริจาคเงิน 10% เพื่อเป็นประโยชน์แก่คนอื่นทันที เพื่อให้จิตใต้สำนึกตระหนักว่าเรามีเงินมาก จนเหลือเฟือ 10% ใช้ลดหนี้(ถ้ามี) และ 10% เพื่อรวบรวมไว้ลงทุน และดำรงชีวิตด้วยเงิน 70% ที่เหลือ

4. คุณต้องเรียนรู้วิธีการรับมือกับความพึงพอใจ เราจะเห็นตัวอย่างมากมาย เช่นนักกีฬา คนดัง เมื่อเดินทางมาถึงความสำเร็จระดับหนึ่งก็จะหยุด พวกเขาเริ่มรู้สึกสะดวกสยย และลืมทำสิ่งที่ทำให้เขามาถึงจุดนั้น

ฉะนั้นเราควรจะมีเป้าหมายใหม่ๆ มาเสมอ

5. จงให้มากกว่าที่คุณคาดว่าจะได้รับ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และเป็นความสุขอย่างแท้จริง


---------------------------------------------------------------------------------------------------------

ขอขอบคุณ OKNATIONBLOG

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ก้าวแรก

ก้าวแรกที่ออกเดิน
เป็นความน่าตระหนก
การเผชิญกับสิ่งที่ไม่รู้
นำมาความไม่มั่นใจมาให้
แต่ก็เช่นเดียวกับเด็กทารก
ผู้เบื่อหน่ายกับการคลาน
ก้าวแรกจึงสำคัญที่สุด

มันขยายมุมมองของคุณให้กว้างไกล
คุณจะเห็นแสงสว่างใหม่
ความสุขของการค้นพบ
เสมือนการได้โบยบิน
ก้าวแรกที่คุณเดินุ
จะเปิดประตูทุกบาน
เพื่อจะมองเห็นตัวคุณเอง
เช่นที่คุณเคยเห็นตัวเองมาก่อน

และเช่นเดียวกับทารก
ผู้ทุ่มเททุกอย่าง
บางครั้งเขาซวนเซ
เขาโอนเอนไปมาและหกล้ม
แต่ก็มีท่อนแขนที่แข็งแรง
คอยรองรับเขาไว้
และพยุงเขาลุกยืน
เพื่อเริ่มต้นออกเดินอีกครั้ง

การเดินทางที่ไกลที่สุด
ต้องใช้การก้าวเดินทีละก้าว
แต่ทันทีที่คุณออกเดินไปแล้ว
คุณจะสามารถทำได้อย่างสบาย

จับมือฉันไว้สิเพื่อน
ฉันจะช่วยคุณก้าวไป
ฉันจะอยู่เคียงข้างคุณ
สองประสานเราย่อมเข้มแข็ง

ใช่ก้าวแรกเป็นเรื่องใหญ่
สำคัญกว่าสิ่งใดทั้ง่ปวง
แต่ฉันจะอยู่ตรงนั้นคอยรองรับคุณไว้
เมื่อไหร่ที่คุณซวนเซและหกล้ม
เราจะมองไปข้างหน้า
กัดฟันและก้าวต่อไป
เมื่อเราไปถึงสุดถนน
เราจะออกวิ่ง
ฉันรักคุณ ฉันจะช่วยคุณ
ตลอดเส้นทาง
ทว่าก้าวแรกที่จะออกเดิน
นั่น  ขึ้นอยู่กับตัวคุณเอง



ราโบนา เทอเนอร์ กอร์ดอน





วันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2554

โรคปวดหลัง


ลักษณะทั่วไป
โรคปวดกล้ามเนื้อหลัง เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของอาการปวดหลัง พบได้ตั้งแต่วัยหนุ่ม
สาวเป็นต้นไป เป็นภาวะที่ไม่มีอันตรายร้ายแรง และมักจะหายได้เอง แต่อาจเป็นๆ หาย ๆ
เรื้อรังได้

สาเหตุ
มักเกิดจากการทำงานก้ม ๆ เงย ๆ ยกของหนัก นั่ง ยืน นอน หรือยกของในท่าที่ไม่ถูกต้อง
ใส่รองเท้าส้นสูงมากเกินไป หรือนอนที่นอนนุ่มเกินไป ทำให้เกิดแรงกดตรงกล้ามเนื้อสันหลัง
ส่วนล่าง ซึ่งจะมีอาการเกร็งตัว ทำให้เกิดอาการปวดตรงกลางหลังส่วนล่าง คนที่อ้วน หรือ
หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ ก็อาจมีอาการปวดหลังได้เช่นกัน

อาการ
ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดตรงกลางหลังส่วนล่าง (ตรงบริเวณกระเบนเหน็บ) ซึ่งอาจเกิดขึ้นเฉียบพลัน
หรือค่อยเป็นทีละน้อย อาการปวดอาจเป็นอยู่ตลอดเวลา หรือปวดเฉพาะในท่าบางท่า การไอ
จาม หรือบิดตัว เอี้ยวตัวอาจทำให้รู้สึกปวดมากขึ้น โดยทั่วไปผู้ป่วยจะแข็งแรงดี และไม่มี
อาการผิดปกติอื่น ๆร่วมด้วย

สิ่งตรวจพบ
มักตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติอะไร

การรักษา
1. สังเกตว่ามีสาเหตุจากอะไร แล้วแก้ไขเสีย เช่น ถ้าปวดหลังตอนตื่นนอน ก็อาจเกิดจากที่
นอนนุ่มไป หรือนอนเตียงสปริง ก็แก้ไขโดยนอนบนที่แข็งและเรียบแทนถ้าปวดหลังตอนเย็น
ก็มักจะเกิดจากการนั่งตัวงอตัวเอียง หรือใส่รองเท้าส้นสูง ก็พยายามนั่งให้ถูกท่า หรือเปลี่ยน
เป็นรองเท้าธรรมดาแทน ถ้าอ้วนไป ควรพยายามลดน้ำหนัก
2. ถ้ามีอาการปวดมาก ให้นอนหงายบนพื้น แล้วใช้เท้าพาดบนเก้าอี้ให้เข่างอเป็นมุมฉาก
สักครู่หนึ่งก็อาจทุเลาได้ หรือจะใช้ยาหม่อง หรือน้ำมันระกำทานวด หรือใช้น้ำอุ่นประคบก็ได้
ถ้าไม่หาย ก็ให้ยาแก้ปวด เช่น แอสไพริน, พาราเซตามอล ครั้งละ 1-2 เม็ด จะกินควบกับ
ไดอะซีแพมขนาด 2 มก.ด้วยก็ได้
ถ้ายังไม่หาย อาจให้ยาคลายกล้ามเนื้อ เช่น เมโทคาร์บา มอล , คาริโซม่า ครั้งละ 1 เม็ด ซ้ำ
ได้ทุก 6-8 ชั่วโมง
ผู้ป่วยควรนอนที่นอนแข็ง และหมั่นฝึก กายบริหารให้กล้ามเนื้อหลังแข็งแรง
3. ถ้าเป็นเรื้อรัง หรือมีอาการชาที่ขา หรือขาไม่มีแรง อาจเกิดจากสาเหตุอื่น ควรแนะนำ ผู้ป่วยไป
โรงพยาบาล อาจ ต้องเอกซเรย์หลัง หรือตรวจพิเศษอื่น ๆ และให้การรักษาตาม สาเหตุที่พบ

ข้อแนะนำ
อาการปวดหลังแบบนี้เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยในหมู่ชาวไร่ชาวนา กรรมกรที่ทำงานหนัก และใน
หมู่คนที่ทำงานนั่งโต๊ะนาน ๆ ซึ่งมักจะเข้าใจผิดว่า เป็นอาการของโรคไต โรคกษัย และซื้อ
ยาชุด ยาแก้กษัย หรือยาแก้โรคไต กินอย่างผิด ๆ ซึ่งบางครั้งอาจทำให้เกิดโทษได้ ดังนั้น
จึงควรแนะนำชาวบ้านเข้าใจถึง สาเหตุของอาการปวดหลัง และควรใช้ยาเท่าที่จำเป็น
โดยทั่วไป การปวดหลังเนื่องจากกล้ามเนื้อมักจะปวดตรงกลางหลัง ส่วนโรคไตมักจะปวดที่สีข้าง
และอาจมีไข้สูง หนาวสั่น หรือปัสสาวะขุ่นหรือแดงร่วมด้วย

การป้องกัน
โรคนี้สามารถป้องกันได้โดยระวังรักษาท่านั่ง ท่ายืน ท่ายกของ ให้ถูกต้อง หมั่นออกกำลัง
กล้ามเนื้อหลังเป็นประจำ และนอนบนที่นอนแข็ง
โรคปวดหลังป้องกันได้ไม่ยากBack pain โรคปวดหลังพบได้บ่อยรองจากโรคปวดหัว เมื่อคุณอายุมากอาจ จะต้อง
เผชิญกับโรคนี้ "คิดป้องกันตอนนี้จะได้ไม่เป็นโรคปวดหลัง"

สาเหตุของการปวดหลังนั้นมีมากมาย ขึ้นกับอายุของผู้ป่วย ในวัยหนุ่มสาวหรือกลางคน
ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุจากการอักเสบของเอ็น และกล้ามเนื้อบริเวณสันหลัง อาจเกิดจากการ
จัดท่าทางของร่างกายไม่ถูกต้อง เช่น นั่งหลังงอ, เดินหลังโก่ง หรือยกของหนักผิดวิธี ฯลฯ
การรักษาจึงเป็นเพียงการรับประทานยาเพื่อบรรเทาอาการอักเสบ แก้ปวด
การจัดท่าทางให้ถูกต้องและการบริหารกล้ามเนื้อเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรง ก็จะเพียงพอ

ยังมีสาเหตุของการปวดหลังในวัยหนุ่มสาว และกลางคนที่พบได้ไม่น้อยเลยคือ
หมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทขา ซึ่งจะทำให้มีอาการปวดหลังส่วนล่าง
ปวดตะโพก ส่วนใหญ่จะร้าวลงขา มีบางรายอาจจะไม่ร้าวลงถึงต้นขา แต่อาการปวดจะ
ยังคงอยู่แค่บริเวณตะโพกและหลังเท่านั้น ในรายเช่นนี้ อาการปวดมักจะเป็นมากขึ้น
เมื่อก้มหรือ ไอ , จาม และดีขึ้นเมื่อได้นอนราบ

ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยที่มีอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทนี้ สามารถวินิจฉัยได้จากการ
ซักถามประวัติและตรวจร่างกาย, มีการตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาและการทำกายภาพบำบัด
ค่อนข้างดี มีบางส่วนเท่านั้นที่อาการไม่ดีขึ้น ซึ่งต้องได้รับการยืนยันการวินิจฉัยโรค ด้วยการ
เอ็กซเรย์พิเศษอาจจะเป็นการฉีดสีเข้าบริเวณไขสันหลัง (Myelogram) หรือการเอ็กซเรย์
คอมพิวเตอร์แม่เหล็ก (MRI) ก็ได้ เมื่อยืนยันการวินิจฉัยได้แล้ว ก็สามารถให้การรักษาในขั้น
ต่อไปได้ โดยอาจจะเป็นการฉีดยาเข้าบริเวณไขสันหลังหรือการผ่าตัดเอาหมอนรองกระดูกที่
ทับเส้นประสาทนั้นออก

ส่วนในวัยสูงอายุ อาการปวดหลังมักมีสาเหตุจากการเสื่อมสภาพของกระดูกสันหลัง
เช่นกระดูกสันหลังงอกดทับเส้นประสาท หรือมีการเคลื่อนตัวของข้อกระดูกสันหลังออกจาก
ตำแหน่งเดิม ซึ่งสามารถวินิจฉัยได้จากการซักประวัติ, ตรวจร่างกาย และเอ็กซเรย์
การรักษาเบื้องต้นก็ยังคงเป็นการรับประทานยา, ใส่เสื้อรัดเอว, ทำกายภาพบำบัดเสียก่อน
ถ้าอาการไม่ดีขึ้นหรือเป็นมากขึ้น ก็อาจจะพิจารณาเรื่องการผ่าตัดรักษา

สาเหตุอื่นๆส่วนน้อย ที่ทำให้มีอาการปวดหลังได้ ก็คือ ปวดจากการร้าวของอวัยวะของ
ช่องท้อง เช่น นิ่วที่ไต, ตับอ่อนอักเสบ ฯลฯ ซึ่งพบไม่บ่อยนัก จากประวัติอาการปวด, ตรวจ
ร่างกาย, เอ็กซเรย์

รวมถึงการตรวจทางห้องทดลอง (เลือด, ปัสสาวะ) ก็สามารถให้การวินิจฉัยได้ถูกต้อง
พอสมควรอยู่แล้ว

สาเหตุ โรคปวดหลังนั้นมีมากมาย ได้แก่
โดยกำเนิด, อุบัติเหตุ, เนื้องอก, ติดเชื้อ, อักเสบ, โรคเมตาบอลิก, โรคในช่องท้อง, โรค
กระดูกสันหลังเสื่อม แต่สาเหตุที่เป็นกันมาก และ สามารถป้องกันรักษาได้ คือ โรคกระดูก
สันหลังเสื่อม น้ำหนักตัวมาก ท่าทางไม่เหมาะสม ขาดการออกกำลังกายทำให้ลงพุง
เอวแอ่นมาก

คนที่ลงพุง น้ำหนักที่มากขึ้นคูณกับพุงที่ยื่นมาด้านหน้า ทำให้กล้ามเนื้อ หลังต้อง
ออกแรงดึง มากขึ้น การดึงเป็นเวลานานๆ ทำให้กระดูกสันหลัง เสื่อมเร็ว ทำให้ปวดหลังได้

ท่าทางที่ไม่เหมาะสม หลังจะค่อมทำให้เอวแอ่นมากขึ้น การที่เอว แอ่นมากขึ้น ทำให้ช่อง
ทางออก ของเส้นประสาท แคบลง เส้นประสาท ถูกเบียดมากขึ้น เป็นสาเหตุทำให้ปวดหลัง
เอวแอ่นอยู่เป็นเวลานานๆ ทำให้ หมอนรองกระดูกรับน้ำหนักไม่สมดุลย์กัน จึงเกิดการเสื่อม
ของหมอนรอง กระดูก ซึ่งมีผลทำให้กระดูกสันหลังเสื่อมตามมา

การรักษา ที่ดีที่สุด คือ ป้องกันสาเหตุ ได้แก่
1. ลดน้ำหนักตัว ไม่ใช่การอดอาหาร แต่เป็นการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่งดเว้นการกินอาหาร
ที่มีแคลอรี่สูง มากเกิน ความจำเป็น เช่น ดื่มน้ำหวาน
2. ท่าทางเหมาะสม
ท่ายืน ที่ถูกต้อง คือ แขม่วท้องอกผายไหล่ผึ่งเอวแอ่นน้อยที่สุด ถ้าต้องยืนเป็นเวลานานควรมี
ที่พักเท้า การยืนห่อไหล่พุงยื่น ทำให้เอวแอ่น มากปวดหลังได้
ท่านั่ง ที่ถูกต้อง สันหลังตรงพิงพนัก เก้าอี้สูงพอดี และควรมีที่พักแขน การนั่งห่างจากโต๊ะ
มากทำให้กล้ามเนื้อหลังทำงานมาก ที่นั่งที่เหมาะสม ที่สุดในการพักผ่อน ควรเอียง 60 องศา
จากแนวตั้ง มีส่วนหนุนหลัง มีที่วางแขน ทำด้วยวัสดุนุ่มแต่แน่น
ท่านั่งขับรถ ที่ถูกต้อง หลังพิงพนัก เข่างอเหนือระดับสะโพก การนั่งห่างเกินไป ทำให้เข่าต้อง
เหยียดออกกระดูกสันหลังตึง
ท่ายกของ ที่ถูกต้อง ควรย่อตัว ยกของให้ชิดตัว แล้วลุกด้วยกำลังขา การก้มลงหยิบของในลักษณะ
เข่าเหยียดตรง ทำให้ปวดหลังได้
ท่าถือของ ที่ถูกต้องควรให้ชิดตัวที่สุด การถือของห่างจากลำตัว ทำให้กล้ามเนื้อหลังทำงานหนัก
ปวดหลังได้
ท่าเข็นรถ ที่ถูกต้อง ควรดันไปข้างหน้า ออกแรงที่กล้ามท้อง การดึง ถอยหลังจะออกแรงที่กล้ามเนื้อ
หลังเป็นเหตุให้ปวดหลัง
ท่านอน ที่นอน ควรจะแน่น ยุบตัวน้อยที่สุด ไม่ควรใช้ฟูกฟองน้ำ หรือเตียงสปริง เพราะหลัง จะจม
อยู่ในแอ่ง ทำให้กระดูกสันหลังแอ่น มากปวดหลังได้
นอนคว่ำ จะทำให้กระดูกสันหลังแอ่นมากที่สุด โดยเฉพาะระดับเอว ทำให้ปวดหลังได้
นอนหงาย ทำให้หลังแอ่นได้เล็กน้อย ควรใช้หมอนข้างใบใหญ่ หนุนใต้ โคนขา จะช่วยให้กระดูก
สันหลังไม่แอ่น
นอนตะแคง เป็นท่านอนที่ดี ควรให้ขาล่างเหยียดตรง ขาบนงอ สะโพก และเข่ากอดหมอนข้าง
3. การออกกำลังกาย
กระดูกสันหลังปกติรับน้ำหนักมากอาจหลุดได้ แต่นักกีฬายกน้ำหนัก ได้มาก เพราะมีกล้ามเนื้อท้อง
แข็งแรง เปรียบเสมือนมีลูกบอลคอยช่วย รับน้ำหนักไว้ การออกกำลังกายที่จำเป็นต้องทำเป็นประจำ


ปวดหลัง /Back pain:
จาก หน่วยแนะแนวและปรึกษาปัญหาสุขภาพคลีนิค ผู้ป่วยนอก ออร์โทบิดิกส์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
จารุณี นันทวโนทยาน รวบรวม ร.ศ. นพ. วิเชียร เลาหเจริญสมบัติ ที่ปรีกษา

ปวดหลัง-ปวดเอว เป็นอาการที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน จากสถิติ มนุษย์ร้อยละ 80 เคยมี
ประสบการณ์การปวดหลัง-ปวดเอว อาการปวดจะแสดงได้ต่าง ๆ กัน บางท่านอาจปวดเฉพาะ
บริเวณหลังหรือกระเบนเหน็บ หรือบางท่านอาจปวดหลัง และร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้ง
สองข้างและมีอาการชาร่วมด้วยจนเดินไม่ได้ก็มี
หลังที่สมบูรณ์แข็งแรงจะยืดหยุ่นและไม่ปวดมีการทำงานของระบบโครงสร้าง คือ
กระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูกกล้ามเนื้อและเอ็นอย่างเหมาะสม และปกป้องอันตรายไม่ให้เกิด
กับประสาทไขสันหลัง

สาเหตุอาการปวดหลัง
1.) การใช้กิริยาท่าทางต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันไม่ถูกต้อง
2.) ความเสื่อมของกระดูกและข้อจากวัยที่สูงขึ้น
3.) ขาดการออกกำลังกายหรือมีการเคลื่อนไหวที่จำกัด
4.) ความผิดปกติของกระดูกสันหลังแต่กำเนิด เช่น หลังคด หลังแอ่น
5.) การมีการอักเสบหรือติดเชื้อ เช่น วัณโรคของกระดูกสันหลัง
6.) การได้รับอุบัติเหตุ เช่น ตกจากที่สูง
7.) การมีเนื้องอกของประสาทไขสันหลังหรือมะเร็งที่แพร่กระจายมายังกระดูกสันหลัง
8.) อาการปวดร้าวมายังหลังจากโรคของอวัยวะในระบบอื่น ๆ เช่นนิ่วในไต เนื้องอกในอุ้งเชิงกราน
9.) ปัญหาที่ทำให้เกิดความตึงเครียด และความวิตกกังวลในชีวิต

การป้องกันอาการปวดหลัง
1.) เรียนรู้การใช้กิริยาท่าทางที่ถูกต้องในชีวิตประจำวัน
2.) หลีกเหลี่ยงการอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน
3.) หลีกเหลี่ยงการใช้แรงงานมาก ๆ และรู้ถึงขีดจำกัดกำลังของตัวเองในการยกของหนัก
4.) ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วน ซึ่งทำให้กระดูกสันหลังส่วนเอวต้องรับน้ำหนักมาก โดย
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์สำหรับร่างกายให้ครบทุกประเภท
5.) บำรุงรักษาสุขภาพร่างกายทั่วไปให้แข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอ ร่วมกับการออกกำลังกาย
กลางแจ้ง เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ รำมวยจีน จะช่วยลดอาการปวดหลังจากการทำงาน
6.) ออกกำลังบริหารร่างกาย ป้องกันอาการปวดหลังอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ถึงแม้ในปัจจุบัน
ยังไม่มีอาการปวดหลัง
7.) ปรึกษาแพทย์และรับการรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่เริ่มมีอาการ หรือสังเกตุเห็นความผิดปกติ

การบริหารร่างกายป้องกันอาการปวดหลัง
1. ประโยชน์
1.1 ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวไม่เกร็ง และแข็งแรงอยู่เสมอ
1.2 กระดูกและข้อเสื่อมช้าลง

2. หลักการ
2.1 เป็นการออกกำลังบริหารร่างกาย เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ หน้าท้อง หลัง
ตะโพก และต้นขา และเพื่อยึดกล้ามเนื้อด้านหลังของหลังและขา
2.2 ควรออกกำลังบริหารด้วยความตั้งใจ ทำช้า ๆ ไม่หักโหม บริหารอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
เช้า – เย็น และในแต่ละท่าการบริหารทำประมาณ 10 ครั้ง
2.3 ท่าบริหารท่าใดท่าที่ทำแล้วมีอาการปวดหลังมากขึ้น ให้งดทำในท่านั้น ๆ

3. ท่าการบริหารป้องกันอาการปวดหลัง
ท่านเตรียมบริหาร
นอนหงายบนที่ราบ ศรีษะหนุนหมอน ขาเหยียดตรง มือวางข้างลำตัว

ท่าที่ 1 ยืดกล้ามเนื้อด้านหลังของขา
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร ตั้งเข่าข้างหนึ่งขึ้นและวางเท้าราบกับพื้น ส่วนขาอีกข้างหนึ่งเหยียดตรง
วางราบกับพื้น ยกขาที่เหยียดตรงนี้ขึ้นให้สูงที่สุดเท่าที่ยกได้ โดยแผ่นหลังแนบกับพื้นตลอดเวลา
ไม่เคลื่อนไหว แล้วจึงค่อย ๆ วางขานี้ลงราบกับพื้นเหมือนเดิม พักสักครู่ ทำประมาณ 10 ครั้ง
แล้วจึงสลับบริหารขากอีกข้างหนึ่งในลักษณะเดียวกัน

ท่าที่ 2 เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้องและตะโพก และลดความแอ่น
ของหลัง
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร ตั้งเข่าทั้งสองข้างขึ้น วางเท้าราบกับพื้น หายใจเข้าและออกช้า ๆ
พร้อมกับแขม่วหน้าท้อง กดหลังให้ติดแนบกับพื้น และเกร็งกล้ามเนื้อก้น [ขณะเกร็งกล้ามเนื้อก้น
ก้นจะยกลอยขึ้น] ทำค้างไว้นานนับ 1-5 หรือ 5 วินาที และจึงคล้าย พักสักครู่และทำใหม่ในลักษณะ
เดียวกัน 10 ครั้ง

ท่าที่ 3 ยืดกล้ามเนื้อหลัง
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร ตั้งเข่าทั้งสองข้างเอามือกอดเข่าเข้ามาให้ชิดอก และยกศรีษะเข้ามา
ให้คางชิดเข่า ทำค้างไว้นานนับ 1-10 แล้วจึงคลาย พักสักครู่ และเริ่มบริหารใหม่ในลักษณะ
เดียวกัน ทำประมาณ 10 ครั้ง

ท่าที่ 4 ยืดกล้ามเนื้อตะโพก
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร เอามือกอดเข่าข้างหนึ่งเข้ามาให้ชิดอก พร้อมกับขาอีกข้างเหยียดตรง
เกร็งแนบกับพื้น ทำค้างไว้นานนับ 1-10 แล้วจึงคลาย พักสักครู่ทำประมาณ 10 ครั้ง แล้วจึง
สลับบริหารขาอีกข้างหนึ่งในลักษณะเดียวกัน

ท่าที่ 5 ยืดกล้ามเนื้อสีข้าง
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร ตั้งเข่าข้างหนึ่งขึ้นหันเข้าด้านในของลำตัว พร้อมกับใช้สันเท้า
ของอีกขาหนึ่งกอดเข่าที่ตั้งให้ติดพื้น โดยที่ไหล่ทั้งสองข้างติดพื้นตลอดเวลา ทำค้างไว้
นานนับ 1-10 แล้วจึงคลาย พักสักครู่ และเริ่มบริหารใหม่ ทำประมาณ 10 ครั้ง แล้วจึงสลับ
บริหารขาอีกข้างหนึ่งในลักษณะเดียวกัน

สรุป
อาการปวดหลังสามารถป้องกันได้ในบางสาเหตุ ร่วมกับการบริหารร่างกายป้องกันอาการ
ปวดหลัง การรักษาในบางสาเหตุได้ผลมากน้อยเพียงไร ขึ้นกับปัจจัยส่งเสริมหลาย ๆ ประการ
การรักษาที่ถูกวิธีกับแพทย์เป็นสิ่งดีที่สุดสำหรับท่าน ขอให้ท่านมีสุขภาพหลังที่แข็งแรงอยู่เสมอ



หาลูกค้าเรื่องง่ายๆ

การหาลูกค้าสำหรับตัวแทนใหม่นั้นอาจเป็นเรื่องยาก แต่สำหรับตัวแทนรุ่นเก๋านั้น เป็นเรื่องง่ายเสมอ มาดูกันครับเทคนิคที่รุ่นพี่ทำกัน เป็นฝ่ายร...