วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2554

รายชื่อแพทย์ที่เก่งในเมืองไทย

เผื่อว่าใครมีญาติๆ หรือเพื่อนๆ กำลังป่วยอยู่ แล้วไม่รู้จะไปหาหมอเก่งๆ ที่ไหน .. 

 ขยิบตา
ประสาททางยา
1. ศ.น.พ.อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ (รามา)
2. ศ.น.พ.นิพนธ์ พวงวรินทร์ (ศิริราช)
3. ศ.น.พ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา (จุฬา)
4. น.พ.ยรรยงค์ ทองเจริญ (กรุงเทพฯ)  ทางเดินอาหาร
1. ศ.น.พ.สุขา คุระทอง (รามา)
2. ร.ศ.น.พ.พินิจ กุลลวณิชย์ (จุฬา)
3. ศ.น.พ.สั จจพันธ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา (จุฬา)
4. น.พ. เกรียงไกร อัครวงศ์ (สมิติเวช) 
 ขยิบตา
เด็ก
1. น.พ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา (รามา)
2. พ.ญ.ชนิกา ตู้จินดา (ศิริราช)
3. พ.ญ.จาดศรี ประจวบเหมาะ (กรุงเทพฯ)
4. น.พ.วิโรจน์ สืบหลิววงศ์ (จุฬา)  ผ่าตัดทั่วไป
1. น.พ.เพรา นิวาตวงศ์ (พร้อมมิตร)
2. น.พ.เอาชัย กาญจนพิทักษ์ (รามา)
3. น.พ.กฤษณ์ จาฏมระ (จุฬา)
4. น.พ.ณรงค์ เลิศอักรมณี (ศิริราช) 
 ขยิบตา
สูติกรรม
1. ศ.น.พ.สมหมาย ถุงสุวรรณ์ (ศิริราช)
2. น.พ.ประมวล วีรุตเสน (จุฬา)
3. น.พ.ไพจิตร เจริญขวัญ (ราชวิถี)
4. น.พ.กำแหง จาตุรจินดา (รามา)  ผิวหนัง
1. พ.ญ.ปรียา กุลลวณิชย์ (แจ่มจันทร์)
2. พ.อ.น.พ.กฤษฎา ดวงอุไร (พระมงกุฏ)
3. พ.ญ.เพ็ญวดี ทิมพัฒนพงษ์ (รามา)
4. พ.ญ. พิมลวรรณ กฤติกรังสรรค์ (สถาบันโรคผิวหนัง) 
 ขยิบตา
หู คอ จมูก
1. น.พ.ประพจน์ คล่องสู้ศึก(วิชัยยุทธ)
2. น.พ.ศัลยเวช เลขะณุก (สหการแพทย์)
3. น.พ.คณิต มันตาภรณ์ (รามา)
4. น.พ.ประธาน สูตะบุตร (กรุงเทพฯ)
5. พ.ญ.สุจิตรา ประสานสุข (ศิริราช)  ตา
1. น.พ.ธนัญชัย อติแพทย์ (รามา)
2. น.พ.สมอรรถ พัฒนกำจร (มงกุฎ)
3. น.พ.ประจักษ์ ประจักชเวช (จุฬา)
4. พ.ญ.โสมสราญ วัฒนโชติ (กรุงเทพฯ) 
 ขยิบตา
หัวใจและหลอดเลือด
1. น.พ.ศุภชัย ไชธีรพันธุ์ (ศิริราช)
2. พ.ญ.พึ่งใจ งามอุโฆษ (จุฬา)
3. น.พ.นิธิ มหานน (ศิริราช)  ไต
1. น.พ.วิศิษฐ์ สิตปรีชา (จุฬา)
2. น.พ.สง่า นิลวรางกุล (ศิริราช)
3. พ.ญ.อุ ษณา ลุวีระ (พระมงกุฎ)
4. น.พ.สุ ชาติ อินทรประสิทธิ์ (รามา) 
 ขยิบตา
ปอด
1. น.พ.ยศวี สุขมาลจันทร์ (กรุงเทพฯ)
2. น.พ.อรรถ นานา (ศิริราช)
3. น.พ.ประกิจ วาทีสาถกิจ (รามา)
4. น.พ.ประสิทธิ์ กีรติกานน (สมิติเวช)
 ขยิบตา
  กระดูก
1. น.พ.เจริญ โชติกวณิชย์ (ศิริราช)
2. น.พ.ไพศาล จันทรพิทักษ์ (ภูมิพล)
3. น.พ.ชายธวัช งามอุโฆษ (จุฬา)
4. พลตรีสุปรียา โมคขเวช (พระมงกุฏ)  

วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2554

อาหารลดความดันโลหิตสูง

ความดันเลือดสูงเป็นโรคที่พบได้บ่อยในคนไทยโดยเฉพาะคนที่อยู่ในเมือง

เฉลี่ยแล้ว ทุกๆ ๕ คนจะมีผู้ที่เป็นโรคความ ดันเลือดสูง ๑ คน อายุยิ่งมาก ยิ่งมีโอกาสเป็นโรคความ ดันเลือดสูงมากขึ้นตาม ดังนั้น ผู้ที่อายุมากกว่า ๓๕ ปี ทุกคนควรได้รับการตรวจวัดความดันเลือดอย่างน้อยปีละครั้ง

ถ้าความดันเลือดเฉลี่ยจากการวัดหลายๆ ครั้งในเวลา ๑-๒ สัปดาห์ เกินกว่า ๑๔๐/๙๐ มิลลิเมตรปรอท ก็ถือว่าเป็นโรคความ ดันเลือดสูง
ผู้ที่เป็นโรคความดันเลือดสูงมักจะไม่มีอาการใดๆ บอกว่าความดันเลือดสูง แต่อาจจะมาด้วยอาการแรก คือเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือแม้แต่หมดสติ จากหลอดเลือดสมองตีบ แตก หรือ ตัน ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ ๑ ในหญิงไทย และอันดับ ๒ ในชายไทย หรืออาจจะมาด้วยอาการเจ็บหน้าอก จากหลอดเลือดหัวใจตีบตันจนหัวใจขาดเลือด หรือเจ็บหน้าอกจากหลอดเลือดใหญ่ฉีกขาด ต้องได้ รับการรักษาอย่างรีบด่วน มิฉะนั้น อาจเกิดอันตรายถึง กับเสียชีวิตได้ เป็นต้น

ดังนั้น แม้ว่าเราจะไม่มีอาการผิดปกติอะไรก็ตามเมื่อความดันเลือดสูง แต่เราก็ต้องหาวิธีทำให้ความ ดันเลือดอยู่ในระดับปกติ โดยไม่ได้รักษา "อาการ" ของความดันเลือดสูง แต่เรา "ป้องกัน" โรคที่จะตามมาในอนาคต ซึ่งถ้าโรคแทรกเกิดขึ้นแล้วอาจแก้ไข "รักษา" ไม่ทันจนเสียชีวิตหรือพิการได้ การป้องกันไว้ก่อนย่อม ดีกว่าตามรักษาทีหลัง

ความดันเลือดสูงก็มีข้อดีอยู่เหมือนกัน เพราะเป็น "สัญญาณ" บอกให้รู้ว่า การใช้ชีวิตที่ผ่านมาของเราคง จะไม่สอดคล้องกับธรรมชาติในร่างกายของเรา เช่น เรากินอาหารไขมัน น้ำตาลสูงเกินกว่าที่อวัยวะในร่างกายเราจะใช้หมด และกำจัดออกได้ทัน จึงสะสมในตัวเราจนน้ำหนักเกิน อ้วนลงพุง ทำ ให้ไขมัน น้ำตาลในเลือดสูง และความดันเลือดสูงขึ้นตามมา หรือดื่มแอลกอฮอล์มากเกินกว่าที่ตับจะทำลายได้หมด แอลกอฮอล์ในเลือดจึงสูงกระตุ้นให้ความดันเลือดสูงตามมา เป็นต้น
ความดันเลือดสูงมีสาเหตุหลายอย่าง เช่น การนอนกรนและหยุดหายใจเป็นระยะ ในเวลาหลับ (sleep apnea) ยาบางชนิด โรคไต โรคหลอดเลือดแดง เป็นต้น แต่อาหาร ก็เป็นสาเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความดันเลือดสูง เราจึงสามารถจะใช้อาหารในการช่วยลดความดันเลือดที่สูงเกินปกติได้

แบบแผนอาหารลดความดันเลือดสูง (DASH dietary pattern)
อาหารที่ได้รับการพิสูจน์ในผู้ป่วยความดันเลือดสูงแล้วว่า สามารถลดความดันเลือดได้ผลดี คือ อาหารแดช (DASH ซึ่งย่อมาจาก Dietary Approach to Stop Hypertension) หรืออาหารหยุดความดันเลือดสูง จากการศึกษาในประชากรชาวอเมริกันที่ความดันเลือดปกติและสูงปานกลางจำนวน ๕๐๐ กว่ารายในเวลา ๘ สัปดาห์ พบว่าอาหารแดชนี้สามารถลดความดันเลือดทั้งตัวบนและความดันเลือดตัวล่างได้อย่างชัดเจน (ได้ผลพอๆ กับกินยาลดความดันเลือดหนึ่งตัว) โดยไม่เกิดผลข้างเคียงใดๆ ในขณะที่ผู้ที่กินอาหารอเมริกันทั่วไป ไม่พบว่าความดันเลือดลดลง และถ้ากินอาหารแดชร่วมกับการลดการกินเกลือโซเดียมในอาหาร จะยิ่งลดความดันเลือดได้เพิ่มขึ้น

แต่เนื่องจากวิธีการกินอาหารดังกล่าวใช้วิธีการแบบฝรั่ง ซึ่งแนะนำให้กินอาหารแต่ละประเภทเป็น "serving" (หนึ่ง serving ประมาณหนึ่งฝ่ามือ หรือเป็นปริมาณที่กินใน ๑ ครั้ง) เช่น ให้กินผลไม้ ๓-๔ serving ต่อวัน ซึ่งยากในการปฏิบัติสำหรับคนไทยทั่วไป จึงขอดัดแปลงวิธีการดังกล่าวให้ง่ายในการปฏิบัติ คือ

๑. กินอาหารต่อไปนี้เพิ่มขึ้นประมาณ ๒ เท่าจากเดิมที่เคยกิน
คือ
- ผัก หรือ ผลิตภัณฑ์จากพืช โดยเฉพาะผักสด เช่น ผักจิ้มน้ำพริก ส้มตำ ยำ
- ผลไม้ โดยเฉพาะผลไม้สดจะให้คุณค่าอาหารมากกว่าการคั้นน้ำ หรือที่ทำสำเร็จรูปบรรจุกล่อง (สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน ต้องลดการกินผลไม้ลง ถ้าคุมระดับน้ำตาลไม่ได้)
- ธัญพืช เช่น ข้าวกล้อง ถั่ว งาดำ เป็นต้น
- ปลานึ่ง ปลาต้ม (จะดีกว่าปลาทอด หรือแฮมเบเกอร์ปลา ซึ่งจะมีไขมันสูง)
- นมพร่องมันเนย หรือ นมปราศจากมันเนย หรือนมถั่วเหลือง

๒. กินอาหารต่อไปนี้ลดลงประมาณครึ่งหนึ่งจากเดิมที่เคยกิน
คือ
- อาหารรสเค็มและปริมาณเกลือโซเดียม เช่น น้ำปลา ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว ผงชูรส อาหารสำเร็จรูป เป็นต้น
- อาหารรสหวาน เช่น น้ำอัดลม ลูกอม ขนมหวาน ไอศกรีม ขนมเค้ก คุกกี้ ฟาสต์ฟู้ด เป็นต้น
- อาหารรสมัน เช่น ไขมันสัตว์ และผลิตภัณฑ์สัตว์
- เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เป็ด ไก่ ห่าน ไม่ติดหนังติดมัน เป็นต้น

วิธีการเริ่มกินอาหารลดความดันเลือดสูง อาจจะเปลี่ยนชนิดอาหารทีละอย่าง ครั้งละน้อยๆ และค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ชอบกินอาหารรสจัด ต้องลดการปรุงแต่งเติมเสริมรสชาติลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง และใช้เวลาประมาณ ๒-๓ สัปดาห์กว่าลิ้นของเราจะคุ้นเคยกับอาหารรสปรุงแต่งลดลง และเป็นธรรมชาติมากขึ้น
การจำกัดปริมาณอาหารที่กิน โดยเฉพาะอาหารไขมันและคาร์โบไเดรต และเพิ่มการออกกำลังกาย เพื่อเผาผลาญพลังงานส่วนเกินในร่างกาย ทำให้น้ำหนักลดลง ถ้าน้ำหนักลดลงได้อย่างน้อยร้อยละ ๑๐ ของน้ำหนักตัว ก็สามารถทำให้ความดันเลือดลดลงได้

นอกจากนี้ คุณผู้ชายที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ควรลดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ดื่มลง เช่น ลดลงเหลือ เบียร์วันละ ๒ กระป๋อง ไวน์วันละครึ่งแก้ว เป็นต้น (ผู้หญิงลดการดื่มลงครึ่งหนึ่งของผู้ชาย) ส่วนผู้ที่ไม่ได้ดื่ม ก็ไม่แนะนำให้ดื่ม เพราะแอลกอฮอล์ทำให้ความดันเลือดสูงขึ้นได้
เมื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในด้านอาหารประมาณ ๒-๓ สัปดาห์แล้ว ควรจะวัดความดันเลือดเปรียบเทียบกับความดันเลือดก่อนปรับเปลี่ยนอาหาร ถ้าความดันเลือดยังไม่ลดลงอย่างชัดเจน เช่น ๕-๑๐ มิลลิเมตรปรอท ก็ควรจะปรับลดอาหารหวาน มัน เค็ม และเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้น หรือปรึกษานักโภชนาการ บุคลากรสาธารณสุข เพื่อให้คำแนะนำเพิ่มเติมในการลดความดันเลือดต่อไป

สรุป

ความดันเลือดสูงเป็นโรคที่สำคัญของคนไทย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เพราะเป็นสาเหตุการเสียชีวิตและพิการอันดับต้นๆ ของคนไทย การปรับเปลี่ยนวิธีการกินอาหารให้เหมาะกับสภาพร่างกาย โดยการกินอาหารลดความดันเลือดสูง เป็นวิธีที่ง่าย ประหยัดและมีประโยชน์คุ้มค่า ซึ่งนอกจากจะลดความดันเลือดโดยพึ่งการใช้ยาลดความดันเลือดน้อยลงแล้ว ยังทำให้ลดโอกาสที่จะเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อีกด้วย
  ความดันโลหิตกับอาหาร 


คนไทยสมัยก่อนเป็นโรคติดเชื้อและโรคพยาธิกันมากเพราะการสาธารสุขในสังคมไทยยุคก่อนไม่เจริญพอแต่สำหรับ
คนไทยยุคใหม่โรคที่คร่าชีวิตคนไทยมากที่สุดไม่ใช่โรคติดเชื้อแต่กลายเป็นโรคหัวใจ ในบรรดาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับ
โรคหัวใจนั้นมีเรื่องของความดันโลหิตสูงร่วมอยู่ด้วย คนปกติจะมีความดันโลหิต 120/80 มิลลิเมตรปรอท โดยเฉลี่ย
ตัวเลขจำนวนแรกเป็นตัวเลขแสดงความดันขณะหัวใจบีบตัว (systolic) ส่วนตัวเลขจำนวนหลังแสดงความดันขณะที่
หัวใจ คลายตัว (diastolic) หากพิจารณาตามมาตรฐานอเมริกันซึ่งคนไทยหยิบยืนมาให้ยืมมาใช้บอกไว้ว่าความดัน
โลหิตของคนเราอาจจะสูงขึ้นได้ แต่อย่าให้สูงเกิน 140/90 เพราะถ้าเกินค่านี้แล้วย่อมหมายความว่าชีวิตของเรากำลัง
ผจญกับความเสี่ยงหลายประการที่เกี่ยวกับความดันโลหิตสูง

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหัวใจล้มเหลวเส้นโลหิตในสมองแตก
และเรื่องอื่น ๆ ใครที่ห่วงตัวเองว่าอาจมีปัญหาความดันโลหิตสูง ควรไปพบแพทย์ได้ตรวจร่างกายและต้องไม่ลืมปฏิบัต
ิตัวตามที่แพทย์ ดังนั้นจึงควรรู้จักหาหนทางป้องกันตัวเองไว้ เครื่องมือหนึ่งที่จะใช้ป้องกันตัวเองให้พ้นจากความดัน
โลหิตสูงก็คือ อาหาร ขึ้นฉ่าย ผักชี อาหารช่วยลดความดัน อาหารลดความดันที่คนเองเชียรู้จักกันมานมนานแล้วก็คือ
ขึ้นฉ่ายและผักชี ในตำรับยาโบราณของจีน เวียดนาม เกาหลี ญี่ปุ่น หรือแม้แต่ไทยมีเรื่องการใช้ขึ้นฉ่ายและผักชี
ลดความดันโลหิตหรืออาการที่น่าจะเกี่วข้องกับความดันโลหิต

ดร. วิลเลียม เอลเลียตต์ (William Elliott) แห่งวิทยาลัย
แพทย์ พริตชเกอร์ของมหาวิทยาลัยชิคาโกสงสัยเรื่องคุณสมบัติของสารเคมีในผักชีฝรั่ง ที่เกี่ยวข้องกับการลดความดัน
โลหิตมานาน ต่อมาเมื่อได้ยินข่าวเรื่องลุงของลูกศิษย์ชาวเวียดนามคนหนึ่งใช้ผักชีฝรั่งในการรักษาความดันก็ยิ่งสนใจ
เรื่องผักจำพวกผักชีและขึ้นฉ่ายมากขึ้น จึงทดลองสกัดสารพฤกษาเคมีออกมาจากผักชีฝรั่งแล้วลองฉีดเข้าไปในหนู
ผลที่ได้ก็คือตัวเลขความดันขณะหัวใจบีบตัวมีค่าลดลงประมาณร้อยละ 13 ลดความดันโลหิตคือสารบิวทาไลด
์ (3-n-butyl phthalide) ปริมาณของสารนี้ในผักชีฝรั่งหรือขึ้นฉ่ายต้นอวบ ๆ 2-4 ต้นจะให้ผลในการลดความดันโลหิต
ได้ สารพฤกษาเคมีชนิดนี้พบมากในขึ้นฉ่ายมากกว่าผักชนิดนี้พบมากในขึ้นฉ่ายมากกว่าผักชนิดอื่น

ดร.เอเลียตต์ อธิบาย
กลไกของสารเคมีในการลดความดันโลหิตไว้ว่า สารบิวทิลทาไลด์จะลดการหลั่งฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียด
(stress hormone) ทั้งหลายซึ่งจะส่งผลให้การบีบตัวของหลอดเลือดลดลง ผลที่ตามมาคือความโลหิตลดลง ข้อที่ควร
ระวังของผักชีและขึ้นฉ่ายที่อาจจะมีอยู่บ้างคือเรื่องเกลือโซเดียม ผักกลุ่มนี้เป็นผักที่มีเกลือโซเดียมค่อนข้างสูงเมื่อเทียบ
กับผักชนิดอื่น และเกลือโซเดียมนี้มีผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น แต่ ดร. เอลเลียตต์กล่าวว่าเกลือโซเดียมในผักชีฝรั่งหนึ่ง
ต้นมีประมาณ 35 มิลลิกรัม หากรับประทานผักชีฝรั่งหรือขึ้นฉ่ายสองต้นจะได้เกลือโซเดียมเพียง 70 มิลลิกรัมซึ่งยังนับ
ว่าน้อยมากจึงยังไม่มีผลต่อความดันโลหิต

ปัญหาอีกประการหนึ่งก็คือเรื่องความสะอาด ขึ้นฉ่ายและผักชีเป็นผักที่มีรูป
ลักษณ์ของใบและกิ่งที่สามารถเก็บความสกปรกไว้ได้มาก เกษตรกรบางกลุ่มนิยมใช้ปุ๋ยธรรมชาติซึ่งมาจากอุจจาระ ขณะเดียวกันคนไทยจำนวนไม่น้อยนิยมรับประทานขึ้นฉ่ายในลักษณะผักสดโดยไม่ใคร่นิยมรับประทานเป็นผักต้มหรือ
ให้ความร้อนก่อน จึงอาจทำให้เกิดโรคท้องร่วงหือพยาธิได้ ด้วยเหตุนี้จึงขอเตือนให้ระวังเรื่องความสะอาดไว้ให้มาก
หากปรุงอาหารเองก็ควรล้างขึ้นฉ่ายหลาย ๆ น้ำ หรือเด็ดออกเป็นกิ่ง แล้วล้าง หรืออาจแช่น้ำด่างทับทิมหรือโซดาไว้สักครู่
จากนั้นจึงล้างน้ำต่อจนมั่นใจว่าขึ้นฉ่ายและผักชีสะอาดแล้ว กระเทียม สมุนไพรสารพัดประโยชน์

อาหารธรรมดา ตัวต่อไปที่ใช้ลดความดันโลหิตได้ก็กระเทียม

กระเทียมแทบจะเป็นผักสารพัดประโยชน์เพราะใช้ทั้งป้องกันและรักษาได้
หลายโรค เรื่องของกระเทียมกับความดันโลหิตสูงมีระบุไว้ในตำรับยาจีนโบราณ ส่วนในสมัยนี้ชายเยอรมันซึ่งโดยเฉลี่ย
มีการศึกษาสูงนิยมรับประทานกระเทียมเพื่อช่วยลดความดันโลหิต ในประเทศเยอรมนีเคยมีการศึกษาทางการแพทย์ที่
น่าสนใจกล่าวถึงการรับประทานกระเทียมเป็นประจำวันละ 2 กลีบโต ๆ ว่าสามารถลดความดันโลหิตโดยเฉลี่ยจาก
171/102 เหลือ 152/89 ได้ ในการทดลองเดียวกันกลุ่มที่ได้ยาหลอก (placebo) จะพบว่าความดันโลหิตไม่เปลี่ยนแปลง
เท่าใด นัก

เชื่อกันว่ากระเทียมลดความดันได้เพราะมีสารพฤกษาเคมีชื่อ แอดีโนซีน (adenosine) เป็นองค์ประกอบใน
ปริมาณค่อนข้างสูง สารนี้ช่วยทำให้กล้ามเนื้อเรียบที่เป็นกล้ามเนื้อของหลอดเลือดคลายตัวมากกว่าปกติในหัวหอมก็มีสาร
นี้พอสมควร และยังพบว่ามีสารพรอสทาแกลนดิน A1 ชนิดนี้เป็นสารกึ่งฮอร์โมนที่ช่วยให้กล้ามเนื้อเรียบคลายตัวได้
มีฝรั่งจำนวนไม่น้อยที่ไม่รับประทานกระเทียม โชคดีของคนไทยที่ไม่ใคร่กลิ่นเรื่องกลิ่นกระเทียม ชอบรับประทานทั้งแบบ
สดและปรุง อันที่จริงกระเทียมทุกรูปแบบให้คุณค่าไม่ต่างกันนัก เพียงแต่กระเทียมสดอาจมีฤทธิ์มากกว่า

อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

สำหรับผู้ที่ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน เรื่องอาหารการกินนับเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ที่มีผลกับโรคนี้ ถ้าควบคุมอาหารได้ก็แทบได้ไม่ต้องกินยาเพื่อควบคุมปริมาณน้ำตาล ...
ดังนั้นถ้ารู้จักจัดเมนูที่ให้แคลลอรีเหมาะสมกับลักษณะกิจวัตรประจำวันก็จะช่วยให้รับมือกับโรคนี้ได้ง่ายขึ้น รายการอาหารที่นำมาฝากนี้ มีปริมาณแคลลอรีที่เหมาะสม ออกกำลังไม่มาก ก็ควรจะเลือกเมนูที่ให้แคลลอรีต่ำ
ตัวอย่างรายการอาหาร 1,600 กิโลแคลอรี

มื้อเช้า : ข้าวต้มไก่ (ให้พลังงาน 327 กิโลแคลอรี)

ข้าวสุก 1 ½ ทัพพี / เนื้อไก่ 4 ช้อนโต๊ะ / ผักกาดหอม, ผักชี, ต้นหอม, ตั้งฉ่าย ตามต้องการ / น้ำมันกระเทียมเจียว ½ ช้อนชา / ไข่ลวก 1 ฟอง

อาหารว่างมื้อเช้า : มะละกอสุก 8 ชิ้น +น้ำส้มคั้น 1 แก้ว (ให้พลังงาน 180 กิโลแคลอรี)

มื้อกลางวัน : ข้าวสวย 2 ทัพพี + แกงเขียวหวานปลากรายมะเขือยาว + สับปะรด 6 ชิ้น (ให้พลังงาน 400 กิโลแคลอรี)

เนื้อปลากราย 4 ช้อนโต๊ะ / กะทิ 2 ช้อนโต๊ะ / มะเขือยาว, พริกแกงเขียวหวาน ตามต้องการ

อาหารว่างมื้อบ่าย : นมจืด 1 แก้ว + แครกเกอร์ 2 แผ่น (ให้พลังงาน 200 กิโลแคลอรี)


มื้อเย็น : ข้าวสวย 2 ทัพพี + ต้มจับฉ่ายหมู + ปลาทูทอด 1 ตัว + น้ำปลาพริกมะนาว +

กล้วยน้ำว้า 1 ผล (ให้พลังงาน 320 กิโลแคลอรี)

ผักกาดขาว, ผักคะน้า, ดอกกวางตุ้ง, หัวผักกาดสด ตามต้องการ และน้ำมันสำหรับทอด 1 ช้อนชา

อาหารว่างก่อนนอน : ส้มเขียวหวาน 1 ผล + นม 1 แก้ว (ให้พลังงาน 180 กิโลแคลอรี)

โดย...คณะเเพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล

วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554

บุคคลิกอย่างไรที่ครองใจคน

1. เป็นที่ยอมรับของคนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นกับคนรอบตัว หรือจากคนกลุ่มอื่นๆ 
2. มีความเชื่อมั่นในตัวเอง ว่าจะสามารถทำตามสิ่งที่ตัวของคุณเองคิดไว้ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี 
3. มีกิริยามารยาทเป็นที่น่าพอใจ เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนกับผู้ใหญ่และผู้ที่พบเห็น 
4. ทำทุกอย่างด้วยความกระตือรือร้น อยากทำให้ทุกอย่างเสร็จให้ทันเวลาที่กำหนดและผลงานออกมาดี 
5. มีความถูกต้องแม่นยำในการทำงาน และมีความยุติธรรมให้กับทุกคน 
6. มีทัศนคติในเชิงบวกกับคนอื่นๆและมองโลกในแง่ดี 
7. มีศิลปะในการติดต่อ และการมีมนุษยสัมพันธ์กับผู้อื่น 
8. มีความสามารถในการพึ่งพาตนเองได้ สามารถทำอะไรต่างๆที่ไม่เกินความสามารถด้วยตัวของคุณเอง 
9. มีความสงบเยือกเย็นเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาที่ร้ายแรงต่างๆได้ 
10. มีความมานะบากบั่นไม่ย่อถอย ท้อแท้ต่อความยากลำบาก 
11. มีความคิดริเริ่มที่จะทำกิจการต่างๆ 
12. มีความกล้าหาญ ไม่ท้อแท้ เมื่อเกิดความพลาดพลั้งก็มีกำลังใจลุกขึ้นมาทำทุกอย่างใหม่อีกครั้ง 
13. มีความเบิกบาน ร่าเริง ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดๆ 
14. พยายามเข้าใจผู้อื่น เอาใจเขามาใส่ใจเรา 
15. เมื่อรู้ว่าตนเองมีอะไรที่ผิดพลาดก็พยายามปรับปรุงตนเอง 
16. เต็มใจที่จะเรียนรู้ทุกอย่างที่เราไม่รู้โดยที่ต้องไม่เป็นการเสี่ยงกับตนเองและผู้อื่น 
17. มีความอดทนเมื่อต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่น 
18. เป็นผู้นำที่สามารถทำให้กลุ่มนั้นๆประสบความสำเร็จได้ 
19. สามารถควบคุมตัวเองได้ดีในทุกสถานการณ์ 
20. เป็นคนมีเสน่ห์เมื่อดูรวมๆแล้วเป็นที่ยอมรับของคนอื่นๆในสังคมได้

การจัดการเด็กดื้อ วิธีปราบ

เด็กดื้อ...สาเหตุ...วิธีป้องกัน...วิธีปราบ

ทำไมเด็กดื้อ
ผศ.นฤมล ธีระรังสิกุล

        สวัสดีค่ะท่านผู้ฟัง พบกันในรายการสุขภาพดีชีวีมีสุขเวลานี้เหมือนเดิมนะคะ เราจะมาพูดคุยกันถึงพฤติกรรมของเด็กดื้อ เชิญท่านรับฟังได้ค่ะ
        เราคงได้ยินคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ใหญ่บ่นว่าช่วงนี้ลูกดื้อ เอาแต่ใจตนเองเป็นใหญ่ ถ้ามีการขัดใจขึ้นมาแล้วเป็นเกิดเรื่องทุกที บางทีโกรธจัดก็ทุบข้าวของที่อยู่ใกล้ๆตัว ซึ่งฟังดูแล้วก็นึกสงสารทั้งลูกและคุณพ่อคุณแม่ แต่บางรายก็เป็นประเภทที่เรียกว่าดื้อเงียบ ไม่ได้ทำลายข้าวของ ไม่พูดบ่น แต่ไม่ทำตาม ปัญหาเด็กดื้อนี้โดยทั่วไปพบได้เสมอ และถ้าไม่หาสาเหตุเพื่อช่วยเหลือแก้ไข ความดื้อก็จะติดเป็นนิสัย
        พฤติกรรมของเด็กดื้อเป็นอย่างไร? เด็กดื้อคืออาการที่เด็กไม่เชื่อฟัง พูดไม่เชื่อ ทำหูทวนลม ต่อต้าน โต้เถียง หรือทำสิ่งตรงข้ามกับที่พ่อแม่หรือผู้ใหญ่บอก ก่อนอื่นควรค้นหาสาเหตุนั้นเกิดจากอะไร
        สาเหตุที่ทำให้เด็กดื้อ คือ
        - พ่อแม่ควรรู้ว่าเป็นลักษณะพัฒนาการปกติของเด็กวัย 1-2 ปี ซึ่งเป็นวัยที่กำลังเรียนรู้ มีความรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง ต้องการทำอะไรตามใจตัวเอง บางทีเด็กกำลังเล่นเพลินอยู่กับอะไรบางอย่าง ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจเรื่องที่เด็กมีความสนใจอยู่ จะเอาแต่ใจตนเองก็ไปทำการขัดขืนความต้องการของเด็ก เด็กก็ไม่พอใจ แต่เด็กพูดบอกเหตุผลโต้แย้งไม่ได้ บอกความในใจก็ไม่ได้ จึงแสดงอาการโกรธเคืองหรือไม่ทำตามที่ผู้ใหญ่บอก และบางครั้งการที่เด็กดื้อไม่เชื่อฟังเป็นเพราะเด็กไม่เข้าใจคำที่ผู้ใหญ่สอน เด็กเรียนรู้ด้วยการเลียนแบบ ดังนั้นจึงควรสอนด้วยการกระทำมากกว่าการพูดห้าม ซึ่งเด็กจะเบื่อและไม่ยอมทำตาม
        - ถ้าเด็กเริ่มย่างเข้าวัยรุ่น เด็กต้องการความเป็นอิสระและสิทธิส่วนตัว ไม่ต้องการให้ผู้อื่นมายุ่งกับตนเองมากเกินไป ทำให้มีความคิดเห็นที่แตกต่างไปจากผู้ใหญ่ เด็กก็จะต่อต้านไม่ปฏิบัติตาม
        - พฤติกรรมการเลี้ยงดูที่ไม่ถูกต้อง เช่น พ่อแม่หรือผู้ใหญ่เลี้ยงดูเด็กแบบเข้มงวด ตีกรอบให้เด็กมากเกินไป เด็กจะเกิดความอึดอัดและคับข้องใจ จนเกิดอารมณ์ ไม่เชื่อฟัง ทำหูทวนลม เรียกลักษณะนี้ว่าดื้อเงียบ หรือการเลี้ยงดูแบบตามใจเด็กมากเกินไป บางครั้งเด็กสามารถขู่ผู้ใหญ่ได้ ยิ่งถ้ายอมตามใจเพื่อไม่ให้เด็กอาละวาด เด็กจะยิ่งดื้อ ไม่เชื่อฟังและเคยชินกับการตามใจตัวเอง จะทำให้ปรับตัวเข้ากับคนอื่นยาก หรือการเลี้ยงดูแบบปกป้องมากเกินไป พ่อแม่บางคนกลัวลูกทำผิดพลาดเลยทำให้ทั้งหมด จนเด็กไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ กลายเป็นเด็กเฉื่อยชาไม่รับผิดชอบ ต้องมีผู้ใหญ่ควบคุม นอกจากนั้นการที่ผู้ใหญ่หรือพ่อแม่ทอดทิ้งเด็ก ทำให้เด็กรู้สึกว่าไม่มีใครรัก ไม่มีความสุข กังวลใจ หมดกำลังใจที่จะทำตามความคาดหวังของผู้ใหญ่ จึงมีพฤติกรรมเฉื่อยชา ดื้อและต่อต้านได้ หรือผู้ใหญ่มีพฤติกรรมรุนแรงกับเด็ก เช่น ทำโทษรุนแรง สบประมาท ทำให้เด็กรู้สึกโกรธ อยากแก้แค้น และยั่วยุให้ผู้ใหญ่โกรธ
        - ผู้ใหญ่ปฏิบัติไม่สม่ำเสมอ ไม่คงเส้นคงวา บางครั้งห้ามทำสิ่งนี้ แต่บางครั้งทำได้ เด็กจะสับสนทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ผู้ใหญ่จะเอาอย่างไรกันแน่ จึงใช้วิธีการไม่ปฏิบัติ และใช้การต่อรอง เพื่อดูว่าผู้ใหญ่จะเอาจริงแค่ไหน
        - ผู้ใหญ่สื่อความหมายไม่เข้าใจ บางครั้งไม่พูดตรงๆ บ่นมาก หรือพูดสั้นจนเด็กไม่เข้าใจความหมาย เด็กจึงทำตามไม่ถูก
        - ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ไม่ดี เด็กจึงไม่ปฏิบัติตาม
        - เด็กมีความบกพร่องทางร่างกาย เช่น ความผิดปกติทางเชาวน์ปัญญา หรือความผิดปกติทางการได้ยิน ทำให้ไม่เข้าใจสิ่งที่ผู้ใหญ่พูด ทำให้ไม่ทำตาม
        การแก้ไขความดื้อของเด็ก คือ
        - ต้องอาศัยการปรับปรุงของผู้ใหญ่พ่อแม่หรือคนในครอบครัวเป็นส่วนใหญ่เพราะมักมีพฤติกรรมการเลี้ยงดูลูกไม่เหมาะสม ควรเลี้ยงแบบประชาธิปไตย ไม่เข้มงวดหรือปล่อยปละละเลยเกินไป และที่สำคัญคือเข้าใจและยอมรับธรรมชาติของเด็กแต่ละวัย ผู้ใหญ่ควรมีความเข้าใจในอารมณ์เด็ก เมื่อเด็กมีความสนใจหรือกำลังเพลินกับสิ่งที่เขาสนใจ ไม่ควรให้เด็กทำตามความต้องการของตนเองทันที ควรให้เวลากับเด็ก
        - ไม่เอาชนะเด็กตรงๆ ควรมีเทคนิคการจูงใจให้เด็กอยากทำ การบอกซ้ำๆ หรือคะยั้นคะยอ จะทำให้เด็กต่อต้าน ผู้ใหญ่ไม่ควรคาดหวังให้เด็กทำตามทันที ควรให้เวลาแก่เด็กบ้าง
        - หลีกเลี่ยงการต่อล้อต่อเถียงซึ่งจะนำไปสู่การทะเลาะวิวาท
        - ผู้ใหญ่ควรมีท่าทีจริงจัง ผู้ใหญ่ทำให้เด็กดื้อโดยไม่รู้ตัวบ่อยๆ เช่น เมื่อสั่งแล้วเด็กไม่ทำ ผู้ใหญ่ก็ทำให้เอง เด็กจะกลายเป็นคนเพิกเฉย ไม่ใส่ใจคำพูดของผู้ใหญ่
        - ไม่พูดถึงเด็กในทางลบบ่อยๆ เด็กจะรู้สึกเป็นจริงตามที่ผู้ใหญ่พูด เช่น หนูเป็นเด็กดื้อไม่ฟังใครแต่ควรส่งเสริมให้เด็กเห็นข้อดีด้านบวกของตนเอง เช่น หนูเป็นเด็กมีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น
        - สร้างสัมพันธภาพและความเข้าใจอันดีอยู่เสมอ การที่เด็กรู้ว่ามีคนรักและเข้าใจเขา เด็กจะรู้สึกมั่นคงว่ามีความรักตอบสนอง ทำให้เคารพและเชื่อฟัง
        - เมื่อเด็กว่าง่ายและเชื่อฟัง ควรกล่าวคำชมเชยและให้กำลังใจเด็ก
        การค้นหาสาเหตุที่แท้จริงว่า เด็กแสดงอาการดื้อนั้นเกิดจากอะไร และแก้ไขในสาเหตุนั้น โดยพ่อแม่หรือผู้ใหญ่พยายามเข้าใจเด็กและพูดคุยกับเด็กด้วยภาษาง่ายๆ ให้เหมาะสมตามวัย จะช่วยให้พฤติกรรมของเด็กดีขึ้น บางครั้งพ่อแม่หรือผู้ใหญ่จะต้องใช้ความอดทน ไม่ใช่การเอาชนะเด็ก ควรทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เด็ก มิใช่ว่าผู้ใหญ่หรือพ่อแม่เอาแต่ใจตนเอง เด็กก็จะจดจำภาพนั้นและเลียนแบบตามค่ะ
เทคนิควิธีจัดการกับ เด็กดื้อ
ข้อควรปฏิบัติเวลาจะบอกให้เด็กทำอะไร

1.  เรียกให้เด็กสนใจฟังคุณ และหันมามองคุณก่อนจะบอกให้เด็กทำอะไร เช่นต้อม...มองหน้าแม่ ซิ...
      แม่จะบอกอะไรหน่อยครับ
                2.    ชมเด็กทันทีที่เด็กหันมาให้ความสนใจที่คุณดีมากครับ...ที่หันมามองแม่
                3.   ให้ใช้คำพูดที่ง่าย สั้น และชัดเจนทีละคำสั่ง เช่นเอาล่ะ...ช่วยเอาผ้านี่ไปใส่ตะกร้าให้แม่ทีครับ

สิ่งที่ควรระลึกไว้
1.        สิ่งที่คุณต้องการให้เด็กทำต้องเป็นสิ่งที่เด็กทำได้ อย่าสั่งหรือคาดหวังให้เด็กทำในสิ่งที่เกินความสามารถของเด็ก
2.        บอกให้เด็กทำงานทีละชิ้นเพียงครั้งเดียว ให้เวลา 5 วินาที สำหรับเด็กในการทำตามที่คุณบอก อย่าพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นครั้งที่ 2 หรือ 3
3.        หลีกเลี่ยงการบอกให้เด็กทำงานชิ้นที่ 2 ในขณะที่เขากำลังทำงานชิ้นแรกอยู่
4.        ถ้าคุณยังไม่พร้อมที่จะเด็ดขาด เอาจริงกับเด็กเวลาเด็กต่อต้านคุณ คุณก็ยังไม่พร้อมที่จะบอกให้เด็กทำอะไร

เมื่อเด็กเชื่อฟัง ทำตามที่คุณบอก ควรปฏิบัติดังนี้
1.        ให้คำชมทันทีที่เด็กเริ่มทำตามที่คุณบอกดีมากครับ...ที่น้องโจลุกมาเก็บของเล่นทันทีที่แม่เรียก...
        แม่พอใจมากเลย
2.        ให้คำชมอีกครั้งเมื่อเด็กทำงานที่คุณสั่งสำเร็จเยี่ยมจริงๆ...แม่เห็นเลยว่าหนูตั้งใจล้างจานพวกนี้จนสะอาด...เก่งมากคะ
3.        อย่าลืมภาษากาย!!...แสดงความชื่นชมโดยการหอม กอด ลูบหัว ฯลฯ
                        หากเด็กไม่ทำตามสั่งภายใน 5 วินาที ทำอย่างไร
1.        เริ่มนับ “1...2...3” (ต้องมีการคุยกับเด็กเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า หากนับถึง  3  แล้วเด็กยังไม่ทำตามที่
         คุณบอกจะเกิดอะไรตามมา)
2.        หากนับถึง 3 แล้วเด็กยังไม่ทำตามที่คุณบอก ต้องเอาจริง เด็ดขาดในการลงโทษตามกฎที่ตกลงกันไว้ เช่น ริบของเล่น หักค่าขนม ปิดทีวี ปิดเกม ตัดสิทธิในที่เด็กชอบ ฯลฯ อย่าดีแต่บ่น...ขู่ หรือใจอ่อน
3.        เพิกเฉยหากเด็กทำท่าทางไม่เหมาะสม เพื่อเรียกร้องความสนใจ หรือแสดงความหงุดหงิดไม่พอใจ เช่น บ่น งอน ปึงปัง โวยวาย ฯลฯ

 เด็กที่ดื้ออาจเชื่อฟังมากขึ้น เมื่อคุณพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ นุ่มนวล ไม่ใช้อารมณ์ ให้โอกาสเด็กได้เลือกสิ่งที่คุณต้องการให้ทำ (แต่สิ่งที่คุณกำหนดต้องเป็นสิ่งที่คุณยอมรับได้) เช่น หากคุณต้องการให้เด็กอาบน้ำและแปรงฟัน คุณอาจจะพูดกับเด็กว่า โอ๋...ได้เวลาอาบน้ำ แปรงฟันแล้วครับ...แม่ให้เลือกเอาว่าโอ๋จะอาบน้ำก่อน หรือแปรงฟันก่อนดีครับหากเด็กไม่ยอมเลือกอะไรเลย เตือนเด็กอีกครั้งว่าบทลงโทษของเราสำหรับเด็กที่ไม่เชื่อฟัง คืออะไรโดยใช้คำพูดทำนองนี้ แม่ก็จำเป็นต้องทำตามกฎที่เราคุยกันไว้.............

ที่มา: สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี

หาลูกค้าเรื่องง่ายๆ

การหาลูกค้าสำหรับตัวแทนใหม่นั้นอาจเป็นเรื่องยาก แต่สำหรับตัวแทนรุ่นเก๋านั้น เป็นเรื่องง่ายเสมอ มาดูกันครับเทคนิคที่รุ่นพี่ทำกัน เป็นฝ่ายร...